งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

LOGO บทที่ 3 แรงจูงใจและความต้องการ อาจารย์บรรพต พิจิตรกำเนิด.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "LOGO บทที่ 3 แรงจูงใจและความต้องการ อาจารย์บรรพต พิจิตรกำเนิด."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 LOGO บทที่ 3 แรงจูงใจและความต้องการ อาจารย์บรรพต พิจิตรกำเนิด

2 แรงจูงใจ : ต้นกำเนิดแห่งพฤติกรรม ความหมายของแรงจูงใจและการจูงใจ แรงจูงใจ (motive) หมายถึง แรงผลักดัน หรือสิ่งกระตุ้นให้บุคคล มุ่งแสดงพฤติกรรม อย่างใดอย่างหนึ่งออกมา เพื่อตอบสนอง ความต้องการหรือจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้

3 การจูงใจ (motivation) หมายถึง กระบวนการที่บุคคล ถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ ทำให้ เกิดแรงผลักดันให้แสดงพฤติกรรม ออกมาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามที่ผู้ทำการชักจูงใจกำหนด

4 * พฤติกรรมของมนุษย์ จะเกิดขึ้นเนื่องจากมีแรงจูงใจ บางอย่างเร้าให้บุคคลมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น ( ยกเว้น พฤติกรรมที่เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อน ) และเมื่อถูกจูงใจ จะมีความกระตือรือร้น ขวนขวายที่จะทำกิจกรรมนั้นๆ เพื่อไปยังเป้าหมายที่คิดเอาไว้ * เป้าหมายบางทีเรียกว่ารางวัล (reward) * บางทีอาจเกิดเป้าหมายใหม่ขึ้นได้

5 * พฤติกรรมที่ถูกกระตุ้นหรือถูกเร้าให้แสดงออกมา เรียกว่าพฤติกรรมที่ถูกจูงใจ ซึ่งจะแสดงออกมา 3 ลักษณะ 1. มีพลัง แสดงออกด้วยกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งใน ลักษณะที่เป็นการเพิ่มพลัง 2. มีทิศทาง ต้องมุ่งไปทางใดทางหนึ่ง 3. การดำรงไว้ เป็นการรักษาระดับของพฤติกรรม ให้ดำรงอยู่

6 * สิ่งที่จะมาเร้าหรือผลักดันให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ขึ้นมาได้นั้นต้องเป็นสิ่งที่จะทำให้บุคคลเกิดความ ต้องการและเกิดความสนใจอาจเป็นสิ่งเร้าภายนอก ที่มาล่อหรือสิ่งเร้าภายใน * การจูงใจเป็นกระบวนการที่ไม่อยู่นิ่ง เกิดต่อเนื่องเป็นวัฏจักร

7 ทฤษฎีแรงจูงใจ 1. พฤติกรรมนิยม 2. ปัญญานิยม 3. การเรียนรู้ทางสังคม

8 ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ( แรงขับ ) แรงขับ (drives) มีความต้องการ กำหนดเป้าหมาย แรงขับ (ลดลง) ไม่พอใจ ได้รับการตอบสนอง แสดงพฤติกรรม พอใจ

9 หากขอพร ได้ 3 อย่าง จะขออะไร ??? เกิดความต้องการ มีความต้องการ

10 ความต้องการ * กระบวนการจูงใจจะเกิดขึ้นตลอดเวลาเนื่องจาก ร่างกายมีความต้องการและแรงขับ * ความต้องการเกิดจากความขาดแคลนภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดความสมดุลย์

11 ความต้องการแบ่งเป็น 2 ประเภท 1. ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นความต้องการที่มีพลัง ผลักดันทางร่างกาย ได้แก่ ความต้องการ เพื่อให้อวัยวะ ภายในร่างกายทำงานตามปกติ หรืออยู่ในภาวะ สมดุล์ เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ การพักผ่อน นอนหลับ การขับถ่าย การออกกำลังกาย ความต้องการ ทางเพศ ความต้องการการเคลื่อนไหว

12 2. ความต้องการทางด้านจิตใจและสังคม เป็นความ ต้องการที่เกิดขึ้นภายในจิตใจและอารมณ์ ได้แก่ ความ ต้องการความปลอดภัย ความรักความอบอุ่น การ ยอมรับนับถือ ความสำเร็จ ความต้องการ ให้สังคม ยอมรับ ความต้องการเกียรติยศ ชื่อเสียง

13 ได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem needs) ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) การเข้าใจตนเอง (Self Actualization) ความปลอดภัย (Safety needs) ทางด้านร่างกาย (Physiological needs) ความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and love needs)

14 สาระสำคัญของทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ 1. ความต้องการของบุคคลจัดลำดับความสำคัญจากต่ำสุด ไปสู่ระดับสูงสุด 2. เมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการตอบสนอง ความต้องการนั้นจะลดความสำคัญลง แต่จะเกิดความ ต้องการอย่างอื่นเข้ามาแทนที่

15 3. เมื่อความต้องการระดับต่ำได้รับ การตอบสนองแล้ว จะเกิดความต้องการในระดับที่สูงขึ้น 4. ความต้องการยิ่งอยู่ในระดับสูงความรีบด่วนที่จะ ตอบสนองเพื่อคงชีวิตอยู่จะยิ่งน้อยลง เลื่อนระยะเวลา ออกไปได้มาก และมีโอกาสหายไปได้ง่าย 5. ความต้องการต่างๆในแต่ละระดับจะเกี่ยวเนื่อง และ เหลื่อมล้ำกัน

16 แรงขับ (drives) มีความต้องการ หมายถึง สภาพเร้าอันเกิดจากความ ต้องการภายในตัวอินทรีย์ ทำให้เกิด กิจกรรมต่างๆ เช่น ความหิว * ความต้องการและแรงขับเกิดควบคู่กันเสมอ ถ้าความต้องการมี มาก แต่แรงขับไม่ได้สูงตามไปด้วย พฤติกรรมจะไม่เกิด

17 ประเภทของแรงขับ 1. แรงขับปฐมภูมิ (Primary Drive) 1. แรงขับปฐมภูมิ (Primary Drive) 2. แรงขับทุติยภูมิ (Secondary Drive) 2. แรงขับทุติยภูมิ (Secondary Drive)

18 1.1 แรงขับทางด้านสรีระ (Physiological drive) 1.1 แรงขับทางด้านสรีระ (Physiological drive) 1. แรงขับปฐมภูมิ (Primary Drive) 1.2 แรงขับทั่วไป (General drive) 1.2 แรงขับทั่วไป (General drive)

19 1.1 แรงขับทางด้านสรีระ ( Physiological drive ) * เกิดจากความต้องการของร่างกายหรือสภาวะภายใน ร่างกาย ถ้าร่างกายขาดแคลน เสียสมดุลย์ จะเกิด ความต้องการและแรงขับขึ้นเพื่อกระตุ้นให้แสดง พฤติกรรมบางอย่าง เพื่อทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะ สมดุลย์เรียกว่า “โฮมิโอสแตซิส” (Homiostasis)

20 แรงขับทางด้านสรีระ ได้แก่ ( ก ) ความอุ่น ความเย็นและความเจ็บปวดอวัยวะรับสัมผัส จะรับความอุ่น ความเย็นและความเจ็บปวด ส่งไปยังสมอง ส่วนไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ ร่างกายทั้งหมด และมีปฏิกิริยาโดยตรงกับอุณหภูมิของ เลือดที่ไหลผ่านไป ดังนั้นอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงสมองจะ สั่งให้ร่างกายแสดงพฤติกรรม

21 ( ข ) ความหิว เกิดจากการขาดสารเคมีบางอย่างใน เลือด ทำให้กระเพาะอาหารหดตัว รู้สึกเจ็บแสบใน กระเพาะอาหาร ( ค ) ความกระหาย เกิดจากปริมาณน้ำของเซลล์ใน ร่างกายลดลง โดยเฉพาะที่ไฮโปทาลามัสมีนิวโรนกลุ่ม หนึ่ง ที่เร็วต่อการสูญเสียน้ำของร่างกายส่งกระแส ความรู้สึกไปยังสมองทำให้รู้สึกกระหายน้ำ

22 ( ง ) การนอนหลับ เป็นแรงขับที่ต้องการให้อยู่เฉยๆ ให้ ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และขจัดความเมื่อยล้า ( จ ) แรงขับทางเพศ มีองค์ประกอบ 2 ประการคือ 1) ฮอร์โมนเพศ ต่อมเพศ (Gonad gland) ในเพศ ชายอัณฑะจะสร้างฮอร์โมนเพศเรียกว่าแอนโดรเจน และรังไข่ ในเพศหญิงจะสร้างเอสโตรเจนฮอร์โมนทั้งสอง ทำหน้าที่พัฒนาลักษณะ ทุติยภูมิทางเพศ 2) การเรียนรู้

23 ( ฉ ) แรงขับในการเป็นแม่ ได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนโปร แลคตินที่ต่อมพิทูอิทารีหลั่งออกมาขณะตั้งครรภ์ และ หลังจากคลอดแล้วทำให้แม่มีความต้องการปกปัก รักษาลูก หรือเตรียมตัวเพื่อที่จะเลี้ยงลูก

24 1.2 แรงขับทั่วไป เป็นแรงจูงใจทางจิตวิทยา หรือ แรงจูงใจที่เกิดจากความต้องการพื้นฐานทางจิตใจ ได้แก่ ( ก ) การประกอบกิจกรรมธรรมชาติของสัตว์มีการ เคลื่อนไหวและโต้ตอบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ( ข ) ความอยากรู้อยากเห็นความสนใจในสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งความสนใจนั้นจะเร้าให้เกิดพฤติกรรม

25 ( ค ) การจับต้อง เป็นแรงขับที่จะหยิบฉวย จับต้องทำโน่นทำ นี่กับวัตถุหรือสิ่งของ ( ง ) ความกลัว จะเร้าให้คนหรือสัตว์พยายามหลีกหนีจาก สภาพการณ์หรือวัตถุที่ทำให้เกิดความกลัว ความกลัวส่วนใหญ่ เกิดจากการเรียนรู้ ( จ ) ความรัก เป็นแรงขับที่มีพลังมากต่อพฤติกรรมของมนุษย์ เกิดขึ้นได้เองตามวุฒิภาวะหรือเกิดจากการเรียนรู้

26 2. แรงขับทุติยภูมิ ( Secondary Driv e) * เป็นแรงขับที่เกิดจากการเรียนรู้เรียกว่าแรงจูงใจทางสังคม ได้แก่ ( ก ) ความผูกพันกับบุคคลอื่น ( ข ) การเป็นที่ยอมรับของสังคม ( ค ) ฐานะตำแหน่ง ( ง ) ความรู้สึกมั่นคง ( จ ) ความสำเร็จ ( ฉ ) ความเป็นอิสระ

27 แรงขับ (drives) มีความต้องการ กำหนดเป้าหมาย โดยปกติจะเกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อเกิด ความต้องการ สมองจะสั่งการกำหนด เป้าหมายขึ้นทันที แต่เป้าหมายอาจ เป็นระยะสั้น หรือระยะยาว ต่างกัน

28 แรงขับ (drives) มีความต้องการ กำหนดเป้าหมาย แสดงพฤติกรรม เป้าหมายที่ถูกกระตุ้น เรียกว่า พฤติกรรมถูกจูงใจ จะแสดงออกมา ตามความต้องการ ด้วยวิธีการต่างๆ ขึ้นอยู่กับสภาวะแรงขับของแต่ละ บุคคล ( ไม่เหมือนกัน )

29 แรงขับ (drives) มีความต้องการ กำหนดเป้าหมาย แสดงพฤติกรรม แรงขับ (ลดลง) เมื่อความต้องการได้รับการตอบสนอง แรงขับที่เคยมีก็จะลดลง ( ซึ่งอาจเกิด ความต้องการสิ่งใหม่ต่อไป ) แต่หาก ความต้องการยังไม่ได้รับการตอบสนอง แรงขับก็จะไม่ลด ( ซึ่งอาจจะทำให้เกิด พฤติกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้ได้ตาม ความต้องการ )

30 ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ( แรงขับ ) แรงขับ (drives) มีความต้องการ กำหนดเป้าหมาย แรงขับ (ลดลง) ไม่พอใจ ได้รับการตอบสนอง แสดงพฤติกรรม พอใจ แรงขับ (drives) มีความต้องการ กำหนดเป้าหมาย แรงขับ (ลดลง) ไม่พอใจ ได้รับการ ตอบสนอง แสดงพฤติกรรม พอใจ

31 ทฤษฎีปัญญานิยม ของ Chomsky เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ เกิดขึ้นจากจิตใจ ความคิด และความรู้สึกที่มี ความแตกต่างกัน พฤติกรรมที่แสดงออกนั้น มีความเชื่อมโยงกัน ความเข้าใจ การรับรู้ การระลึก ประสบการณ์ การคิดอย่างมีเหตุผล การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การสร้างจิตนาการ การจัดกลุ่มสิ่งของ และการตีความ จึงควรต้องคำนึงถึงแตกต่างด้านความคิด ความรู้สึก และโครงสร้างการรับรู้ด้วย นักทฤษฎีกลุ่มปัญญานิยม มีแนวคิด เกี่ยวกับการเรียนรู้ว่าการเรียนเป็นการผสมผสานข้อมูลข่าวสารเดิม ร่วมกับข้อมูลข่าวสารใหม่เข้าด้วยกัน

32 ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม ของ Bandara เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ นอกเหนือจากปฏิกิริยาสะท้อนเบื้องต้นแล้ว เกิดจากการเรียนรู้ทั้งสิ้น และการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่เหล่านั้น สามารถเรียนรู้ได้โดยประสบการณ์ตรงหรือไม่ก็โดยการสังเกต องค์ประกอบทางชีววิทยามีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้โดย พฤติกรรม กล่าวคือองค์ประกอบในตัวบุคคลมีบทบาทสำคัญในการ เรียนรู้พฤติกรรมในการอธิบายกระบวนการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์

33 องค์ประกอบส่วน บุคคล องค์ประกอบทาง สิ่งแวดล้อม พฤติกรรม

34 การจูงใจ

35 องค์ประกอบของการจูงใจ 1. ภาวะที่กำลังถูกเร้า ได้แก่ ความต้องการ แรงขับ หรือแรงจูงใจ 2. พฤติกรรมที่ถูกจูงใจ เกิดขึ้นเพราะถูกเร้า 3. ภาวะที่อินทรีย์ไปสู่เป้าหมายทำให้เกิดความพึง พอใจและสภาพการเร้าลดลง

36 ลักษณะของการจูงใจ 1. การจูงใจภายใน (intrinsic motivation) เป็นสภาวะที่ บุคคลต้องการที่จะกระทำ หรือเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างด้วย ตนเองโดยไม่ต้องอาศัยการชักจูงจากสิ่งเร้าภายนอก ได้แก่ ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิด ความสนใจ หรือเจตคติ ของแต่ละบุคคล

37 2. การจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) เป็น สภาวะที่บุคคลรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอก เร้า ให้เกิดความต้องการ และแสดงพฤติกรรมไปสู่เป้าหมาย นั้น ได้แก่ การเสริมแรงด้วยสิ่งล่อใจ รางวัล

38 การจูงใจในมนุษย์ * แรงจูงใจที่สามารถเร้าให้แสดงพฤติกรรมออกมา เรียกว่า ตัวเร้าแรงจูงใจ (motivational arousal) * แรงจูงใจที่ไม่สามารถเร้าให้แสดงพฤติกรรมออกมา เรียกว่า แรงจูงใจแฝง (motivational disposition)

39 ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องแรงจูงใจจากพฤติกรรมที่แสดงออกมา 1. การแสดงออกของแรงจูงใจแต่ละคนจะแตกต่างกัน ไปตามการเรียนรู้ ประสบการณ์ 2. แรงจูงใจอย่างเดียวกัน อาจทำให้แสดงพฤติกรรม ต่างกัน

40 3. แรงจูงใจต่างกัน อาจทำให้บุคคลแสดงออกมาเหมือนกัน 4. แรงจูงใจหลายอย่างแสดงออกมาในรูปปลอมแปลงได้ ได้แก่ การแสดงออกมาในรูปความฝัน อาการทางประสาท 5. พฤติกรรมที่แสดงออกมาในขณะหนึ่งอาจเกิดจาก แรงจูงใจหลายๆอย่าง

41 ทฤษฎีการจูงใจ ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ทฤษฎีพฤติกรรมทฤษฎีการรู้การคิด ทฤษฎีแรงขับ

42 ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ * ซิกมันด์ ฟรอยด์ กล่าวว่า แรงจูงใจของคนเป็น แรงจูงใจไร้สำนึก (Unconscious motivation) * ฟรอยด์เชื่อว่าพฤติกรรมทั้งหมดที่บุคคลแสดงออก มาจากสัญชาตญาณ แรงขับ (instrinctual drive)

43 สัญชาตญาณแรงขับ (instinctual drive) มี 2 ประเภท 1. สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิตอยู่ (life instinct) เป็น ตัวกระตุ้นให้บุคคลได้พัฒนาและเจริญเติบโต 2. สัญชาตญาณแห่งความตาย (dead instinct) กระตุ้นให้ บุคคลแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวนำไปสู่การทำลายตนเองหรือ บุคคลอื่น

44 “ ฟรอยด์ ” เชื่อว่ามนุษย์มีแรงขับ 2 ประการคือ 1. ความต้องการทางเพศ เป็นแรงผลักดันขั้นมูลฐาน ของพฤติกรรมทุกอย่าง ทำให้คนเราทำกิจกรรมที่จะทำให้ เกิดความพึงพอใจ หรือบางครั้งเกิดความวิตกกังวล ซึ่ง เกิดจากความพยายามที่จะระงับไว้ * แรงจูงใจทางเพศทำให้เกิดพฤติกรรมทางเพศที่ให้ความ พอใจทางร่างกายและเป็นแรงจูงใจทางสังคมที่ทำให้เกิด ความผูกพัน ความรักและการสืบพันธุ์มนุษย์

45 2. ความก้าวร้าว เป็นแรงจูงใจที่รุนแรงมาก เพื่อ ปกป้องสิ่งที่ไม่ถูกใจ * การได้เห็นคนอื่นบาดเจ็บแล้วเกิดความรู้สึกสุขใจ เรียกว่า ซาดิสม์ (sadism) * ตนเองถูกทำให้เจ็บช้ำ หรือชอบทำให้ตนเองทุกข์ ทรมาน เรียกว่า มาโซคิสม์ (masochism)

46 * แรงจูงใจทางเพศและความก้าวร้าวเกิดมาตั้งแต่เด็ก ทางเพศจะจับต้องลูบคลำบริเวณที่อ่อนไหวของร่างกาย ความก้าวร้าวแสดงออกโดยการถีบและกัด เมื่อเติบโตพ่อ แม่ห้ามปรามเด็กจะเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึก และ มักแสดงออกมาในรูปของการปลอมแปลงต่างๆ ได้แก่ 1. ความฝัน 2. การเคลื่อนไหวอิริยาบถที่ไม่รู้สึกตัว เช่น การ ละเมอ การพลั้งปาก 3. อาการของโรคประสาท 4. กลไกในการป้องกันตัวเอง

47 ตัวอย่างของกลไกป้องกันตนเอง การก้าวร้าว (Aggression) * เป็นการปรับตัวประเภทการต่อสู้ชนิดไม่คำนึงถึงอุปสรรค ที่มาขวางกั้น ไม่คำนึงว่าสังคมจะยอมรับหรือไม่ ใช้ พละกำลังทุ่มเทเพื่อเอาชนะ “ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก”

48 การเลียนแบบ (Identification) การรับเอาเข้ามาไว้ในตัว (Introjection) การเพ้อฝันหรือการสร้างวิมาน ในอากาศ (Fantasy) การปฏิเสธไม่ยอมรับความจริง (Denial)

49 การหนีสังคม (Isolation) การถดถอย (Regression) การขัดขืน (Negativism) ปฏิกิริยาเปลี่ยนกลับหรือการหนี เข้าสู่ความเจ็บป่วย (Conversion) “Psychosomatic disorder”

50 การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization) 1.1 แบบองุ่นเปรี้ยว (Sour Grape) 1.2 แบบมะนาวหวาน (Sweet lemon) การซัดโทษ (Projective) “รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง”

51 การย้ายที่ (Displacement) คือการเปลี่ยนพฤติกรรมต่อบุคคลหรือ สิ่งของหรือสถานการณ์จากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง การเก็บกด (Repression) พยายามลืมหรือกลบเกลื่อนหรือ เก็บกด ความรู้สึกไว้ในจิตใต้สำนึก (Unconsciousness mind)

52 ทฤษฎีพฤติกรรม * ทฤษฎีนี้เชื่อว่าสิ่งเร้าและการตอบสนอง เป็นรากฐานของการเรียนรู้ เป็นตัวสร้าง นิสัยและทำให้เกิดรูปแบบพฤติกรรม

53 * วิททิงค์และไชด์ อธิบายว่าพฤติกรรมแบ่งออกเป็น 5 ระบบ คือ 1. พฤติกรรมเกี่ยวกับการกินเป็นแรงจูงใจเพื่อสนองความ ต้องการทางปาก นอกจากเป็นแรงจูงใจเพื่อให้ได้อาหาร แล้ว ยังแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิต การสงวนอาหาร การปรุงอาหาร วิธีการรับประทาน อาหาร และพิธีการเกี่ยวกับอาหาร

54 2. พฤติกรรมเกี่ยวกับการขับถ่าย * เป็นแรงจูงใจด้านความสำราญของมนุษย์ แสวงหาความ สนุกสนานตลอดเวลา 3. พฤติกรรมเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ * เป็นแรงจูงใจทางเพศที่ผลักดันให้มนุษย์แสดงพฤติกรรม ต่างๆ เช่น การแต่งงาน

55 4. พฤติกรรมพึ่งพา * เกิดจากความคับข้องใจในวัยทารกจากการเลี้ยงดูของแม่ เช่น การเลี้ยงดูที่ทะนุถนอมมากเกินไป ทำให้เด็กมีนิสัย ชอบพึ่งพาผู้อื่น 5. พฤติกรรมก้าวร้าว * เกิดจากความคับข้องใจเมื่อถูกลงโทษและเลียนแบบจาก ผู้ใหญ่ แสดงออกเช่น เยาะเย้ยถากถาง เสียดสี ไม่ร่วมมือ พูดให้อาย ทำหน้าบึ้ง เฉยเมย ลงโทษ

56 ทฤษฎีการรู้การคิด * แรงจูงใจเกี่ยวข้องกับความสำนึกและการมีธาตุรู้ * คนที่มีความสำนึก มีสติปัญญา จะสามารถตั้งเป้าหมาย วางแผน และคาดผลที่จะเกิดขึ้นในบั้นปลายได้ * แรงจูงใจที่เร้าให้เกิดพฤติกรรมขึ้นอยู่กับความคาดหวัง หรือผลของพฤติกรรมที่เคยกระทำมาก่อน

57 ทฤษฎีแรงขับ * แรงจูงใจเกิดมาจากความต้องการของร่างกายผลักดัน ให้เกิดแรงขับซึ่งจะเร้าให้เกิดพฤติกรรมใดๆ เพื่อไปสู่ เป้าหมาย 1. พลังแรงขับจะสูงขึ้นถ้าปรับปรุงสิ่งล่อใจให้ใหม่ขึ้น 2. ความพึงพอใจจะจำกัดอยู่เฉพาะแต่สิ่งล่อใจที่ เจ้าตัวเลือกแล้วเท่านั้น 3. ถ้าแรงขับสัมพันธ์กับสิ่งล่อใจหลายตัว แรงขับ ตัวหนึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งล่อใจตัวหนึ่งแล้วสิ่งล่อใจ ตัวอื่นๆ จะได้รับผลกระทบด้วย

58 การจูงใจในการทำงาน 1. การจูงใจในทางบวก (positive motivation) การใช้ รางวัลเป็นสิ่งล่อใจ เช่น เพิ่มเงินเดือน ให้สองขั้น ให้สิทธิ ในการแสดงความคิดเห็น ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อาจ ทำได้โดย

59 ก. เอาใจใส่ต่อคนงานเสมอในทุกเรื่อง ไม่มีการว่ากล่าว จะใช้วิธีชมเชย ข. เอาใจใส่และให้รางวัลเฉพาะการทำงานที่ได้ผลดีเท่านั้น 2. การจูงใจในทางลบ (negative motivation) เช่น การลงโทษถ้าใช้บ่อยๆจะทำลายขวัญและกำลังใจ

60 ชนิดของสิ่งล่อใจ 1. สิ่งล่อใจที่เป็นเงิน 2. สิ่งล่อใจที่ไม่ใช่เงิน ได้แก่ การยกย่องสรรเสริญ การแข่งขันการร่วมมือกัน รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของกลุ่ม เป็นต้น


ดาวน์โหลด ppt LOGO บทที่ 3 แรงจูงใจและความต้องการ อาจารย์บรรพต พิจิตรกำเนิด.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google