งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

By Juthawut Chantharamalee

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "By Juthawut Chantharamalee"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 By Juthawut Chantharamalee
บทที่ 3 การรวบรวมและ การจัดเก็บข้อมูลทางธุรกิจ (Collection and data storage for business) By Juthawut Chantharamalee

2 ความหมายของสถิติ สถิติมีความหมาย 2 อย่างคือ
1.หมายถึง ตัวเลขหรือกลุ่มของตัวเลขที่แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งเรื่องใดเช่นสถิติเกี่ยวกับปริมานน้ำฝน สถิติการเกิดอัคคีภัย เป็นต้น 2.หมายถึง วิชาที่เป็นทั้งวิทยาศาสตร์และศิลป์ ว่าด้วย

3 การศึกษาที่เกี่ยวกับข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย 2
การศึกษาที่เกี่ยวกับข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูล ( collection of date) การนำเสนอข้อมูล( presentation of date) การวิเคราะห์ข้อมูล (analysis of date) การความหมายข้อมูล (interpretation of data )

4 ในความหมายที่สอง หมายถึง วิธีการที่เริ่มต้นตั้งแต่การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีหลายวิธีเพราะต้องเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม ถ้าได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสมข้อมูลเหล่านี้ย่อมใช้ไม่ได้ หรือใช้ได้แต่เพียงส่วนน้อยข้อมูลที่ เก็บรวบรวมมา จำเป็นจะต้องมีการนำมาจัดใหม่ให้ ดูง่ายหรือเป็นระเบียบ การจัดข้อมูลใหม่อาจใช้ตาราง กราฟ หรือรูปภาพขั้นตอนนี้เรียกว่าการนำเสนอข้อมูล

5 การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนแรกของระเบียบวิธีวิจัย หรือกระบวนการทางสถิติ ข้อมูล (Data) หมายถึง กลุ่มของข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นลักษณะของค่าของสิ่งที่สนใจศึกษา ที่บันทึกมาจากแต่ละหน่วยที่ สังเกต (observation unit) อาจเป็นแต่ละราย เช่น คน ทัศนคติ เหตุการณ์   เป็นต้น ข้อมูลที่รวบรวมอาจมีหลายตัวแปร (Variables) เช่น เพศ อายุ ความสูง น้ำหนัก เป็นต้น

6 การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนแรกของระเบียบวิธีวิจัย หรือกระบวนการทางสถิติ ข้อมูล (Data) หมายถึง กลุ่มของข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นลักษณะของค่าของสิ่งที่สนใจศึกษา ที่บันทึกมาจากแต่ละหน่วยที่ สังเกต (observation unit) อาจเป็นแต่ละราย เช่น คน ทัศนคติ เหตุการณ์   เป็นต้น ข้อมูลที่รวบรวมอาจมีหลายตัวแปร (Variables) เช่น เพศ อายุ ความสูง น้ำหนัก เป็นต้น

7 การเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1.ประเภทของข้อมูล 2.ประเภทของตัวแปร 3.แหล่งข้อมูล 4.ความหมายของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 5.ทำไมต้องใช้ตัวอย่าง 6.วิธีการสุ่มตัวอย่าง 7.ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 8.การออกแบบสอบถามเพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูล 9.และแบบฟอร์มการลงรหัสข้อมูล

8 ประเภทของข้อมูล 1. แบ่งในแง่ทั่วไป 1
ประเภทของข้อมูล 1.แบ่งในแง่ทั่วไป 1.1 ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) หมายถึง ข้อมูลที่แสดงถึงสถานภาพ คุณลักษณะ หรือคุณสมบัติ ตัวแปรที่แสดงกลุ่ม หมวดหมู่ เช่น เพศ เชื้อชาติ ศาสนา 1.2 ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data) หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในรูปตัวเลข ที่แสดงถึง ปริมาณ อาจเป็นค่าไม่ต่อเนื่อง เช่น จำนวนบุตร หรือ ค่า ต่อเนื่อง เช่น ความสูง น้ำหนัก อายุ อัตราเงินเฟ้อ

9 ประเภทของข้อมูล 1. แบ่งในแง่ทั่วไป 1
ประเภทของข้อมูล 1.แบ่งในแง่ทั่วไป 1.1 ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) หมายถึง ข้อมูลที่แสดงถึงสถานภาพ คุณลักษณะ หรือคุณสมบัติ ตัวแปรที่แสดงกลุ่ม หมวดหมู่ เช่น เพศ เชื้อชาติ ศาสนา 1.2 ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data) หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในรูปตัวเลข ที่แสดงถึง ปริมาณ อาจเป็นค่าไม่ต่อเนื่อง เช่น จำนวนบุตร หรือ ค่า ต่อเนื่อง เช่น ความสูง น้ำหนัก อายุ อัตราเงินเฟ้อ

10 2.แบ่งในแง่การศึกษา 2.1 ข้อมูลดิบ (Raw data / ungrouped data) คือ ข้อมูลที่เพิ่งได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูล ยังไม่ได้จัดแบ่งกลุ่ม แยกประเภทและไม่อยู่ในรูปตารางความถี่ เช่น อายุ ข้อมูลจัดกลุ่ม (Grouped data) คือ ข้อมูลดิบ ที่ถูกนำมา จัดกลุ่มแยกประเภทหรืออยู่ในรูปตาราง แจกแจงความถี่เพื่อให้ง่ายในการศึกษาและการอธิบาย

11 2. 3 ข้อมูลแบ่งตามระดับการวัด. (Level of Measurement) 1
2.3 ข้อมูลแบ่งตามระดับการวัด (Level of Measurement) 1.ระดับนามมาตรา (Nominal scale) ข้อมูลที่มีมาตราวัดเป็นพวก เป็นประเภท เป็นกลุ่ม แต่ไม่สามารถจัดลำดับได้โดยบอกได้แต่เพียงว่า พวกหนึ่งแตกต่างจากพวกหนึ่ง อย่างไร ตัวอย่างตัวแปรระดับ Nominal   เพศ ศาสนา สถานภาพการสมรส อาชีพ มหาวิทยาลัย เชื้อ ชาติ จังหวัด เป็นต้น

12 2. ข้อมูลระดับลำดับมาตรา (Ordinal scale) เป็นการวัดที่สามารถแบ่งเป็นพวกเป็นกลุ่มและยังสามารถจัดลำดับได้ด้วย ระยะห่างแต่ละหน่วยไม่เท่ากัน เช่น ทัศนคติ , เห็นด้วย เฉย ๆ ไม่เห็นด้วย รายได้ , มาก ปานกลาง น้อย ระดับ การศึกษา มัธยมศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท ความ สูง ปานกลาง ต่ำ น้ำหนัก มาก ปานกลาง น้อย ระบบการให้เกรด A B C D F สถานะทางสังคม การประกวดนางงาม ขนาดชุมชนอันดับเพลงยอดนิยม ลำดับที่สมัคร

13 3. การวัดระดับช่วงมาตรา (Interval scale) ระดับการวัดที่สูงกว่าสองมาตรา มีคุณสมบัติเพิ่ม คือมีศูนย์สมมติ (arbitrary zero point) มีระยะห่างแต่ละหน่วยเท่ากันบวก ลบ คูณ หาร ได้  แต่ไม่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลเป็นจำนวนได้ เช่น การวัดอุณหภูมิ หน่วยวัด เซลเซียส ทัศนคติจากสเกลการวัด เช่น Like (1=ไม่ เห็นด้วยอย่างมาก , 2=เห็นด้วย, 3=ไม่แน่ใจ, 4=เห็น ด้วย,5=เห็นด้วยอย่างยิ่ง)

14 4. การวัดระดับอัตราส่วนมาตรา (Ratio scale) เช่น ระดับการวัดสูงสุด คุณสมบัติเชิงตัวเลขที่มีระยะห่างระหว่างหน่วยเท่ากัน เริ่มจากศูนย์แท้ หรือ ศูนย์สมบูรณ์ สามารถ บวก ลบ คูณ หาร เปรียบเทียบจำนวนระหว่างสองกลุ่มได้ เช่น น้ำหนัก ก.ก ความสูง ซ.ม. ความเร็ว ก.ม/ชั่วโมง ความยาว 270 เมตร อายุ ปี รายได้ จำนวนนิสิต เป็นต้น

15 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติ อาจทำได้หลายวิธี คือ 1. วิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้คำตอบโดยตรง (Personal interview หรือ Face to face interview) เป็น วิธีการที่ส่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานออกไปสัมภาษณ์ ผู้ให้คำตอบ และบันทึกคำตอบลงในแบบข้อถาม วิธีนี้ นิยมใช้กันมากในการทำสำมะโนและสำรวจ

16 2. วิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (Enumeration by telephone) เป็นวิธีการที่อาจทำได้อย่างรวดเร็ว และทุ่นค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องเดินทาง แต่มีขอบเขตจำกัด คือใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีโทรศัพท์เท่านั้น คำถามที่ถามจะต้องสั้นและเข้าใจ ง่าย วิธีนี้จึงใช้ในการเก็บรวบรวมที่รายการข้อถามไม่ มากนัก ประมาณ 1 รายการ จึงมักใช้ร่วมกับวิธีอื่น หรือใช้ในการทวงถามใบแบบข้อถาม หรือสอบถาม เพิ่มเติมเมื่อมีข้อสงสัย เกี่ยวกับคำตอบ เป็นต้น

17 3. วิธีการให้พนักงานไปทอดแบบไว้ให้ผู้ตอบกรอกข้อมูลเอง (Self enumeration) วิธีนี้พนักงานจะนำแบบข้อถามไปมอบไว้ให้กับผู้ตอบ โดยอธิบายถึงวิธีการกรอกเท่าที่จำเป็น ผู้ตอบจะต้องกรอกแบบ ข้อถามเอง พนักงานจะกลับไป รับแบบข้อถามที่กรอกข้อมูลแล้วในวันที่กำหนด ใน ขณะเดียวกัน พนักงานจะต้องทำการตรวจสอบความ ถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูลที่กรอกแล้วถ้า ผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนจะต้องสัมภาษณ์เพิ่มเติม

18 4. วิธีการส่งแบบข้อถามให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ (Mailed questionnaire) เป็นวิธีที่ส่งแบบข้อถาม ให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ และให้ผู้ตอบส่งแบบข้อถามที่กรอกข้อมูลแล้วกลับคืนมาทางไปรษณีย์เช่นเดียวกัน วิธีนี้คล้ายกับการทอด แบบ แต่ต่างกันตรงที่ส่งแบบทางไปรษณีย์ เป็น วิธีการที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เพราะเสียเพียงค่า แสตมป์แทนค่าใช้จ่ายของพนักงานสนาม โดยเฉพาะ ในกรณีที่ผู้ที่จะให้คำตอบอยู่กระจัดกระจายกันมาก

19 4. วิธีการส่งแบบข้อถามให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ (Mailed questionnaire) เป็นวิธีที่ส่งแบบข้อถาม ให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์ และให้ผู้ตอบส่งแบบข้อถามที่กรอกข้อมูลแล้วกลับคืนมาทางไปรษณีย์เช่นเดียวกัน วิธีนี้คล้ายกับการทอด แบบ แต่ต่างกันตรงที่ส่งแบบทางไปรษณีย์ เป็น วิธีการที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เพราะเสียเพียงค่า แสตมป์แทนค่าใช้จ่ายของพนักงานสนาม โดยเฉพาะ ในกรณีที่ผู้ที่จะให้คำตอบอยู่กระจัดกระจายกันมาก

20 5. วิธีการสังเกตการณ์ (Observation) เป็นวิธีเก็บข้อมูลโดยการสังเกตโดยตรงจากปฏิกิริยา ท่าทาง หรือเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง และจดบันทึก ไว้โดยไม่มีการสัมภาษณ์ วิธีนี้ใช้กันอย่างกว้างขวางใน การวิจัย เช่น จะศึกษาดูปฏิกิริยาของผู้ขับรถยนต์บน ท้องถนนภายใต้ สภาพการณ์จราจรต่าง ๆ กัน ก็ อาจจะส่งเจ้าหน้าที่ไปยืนสังเกตการณ์ได้ การสังเกต จำนวนลูกค้าและบันทึกปริมาณการขายของสถาน ประกอบการ เป็นต้น

21 6. วิธีการบันทึกข้อมูลจากการวัดหรือนับ วิธีนี้จะมีอุปกรณ์เพื่อใช้ในการวัดหรือนับตามความจำเป็นและความเหมาะสม เช่น การนับจำนวนรถยนต์ที่แล่นผ่านที่จุดใดจุดหนึ่ง ก็อาจใช้ เครื่องนับโดยให้รถ แล่นผ่านเครื่องดังกล่าว หรือ การ เก็บข้อมูลด้วยการวัด เช่น การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ขนาดของ แปลงเพาะปลูก พืช ทำได้โดยการวัดความ ยาวของแต่ละด้าน เพื่อคำนวณหาพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ การหาพื้นที่ เป็นต้น

22 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการดำเนินธุรกิจ       ผู้บริหารต้องคำนึงถึงความสอดคล้องระหว่างการดำเนินธุรกิจ เทคโนโลยี และการตัดสินใจที่ต้องกระทำอย่างสอดคล้องกัน ปัจจุบันผู้บริหารต้องประยุกต์เทคโนโลยี สารสนเทศและ การตัดสินใจทางธุรกิจขององค์การ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์และสร้าง โอกาสในการประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ องค์การ ผู้บริหารต้องสามารถจัดการกับเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้

23 1. กำหนดกลยุทธ์องค์การกับเทคโนโลยีสารสนเทศ 2
1.  กำหนดกลยุทธ์องค์การกับเทคโนโลยีสารสนเทศ 2.  กำหนดแผนงานสารสนเทศระดับองค์การและการดำเนินงาน กำหนดโครงสร้างหน่วยงานสารสนเทศ 3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศขององค์การ (information system infrastructure 4.  กำหนดรายละเอียดการดำเนินงานภายในองค์การ พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความพร้อมต่อ การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่องค์การ

24 ข้อมูลและระบบสารสนเทศทางธุรกิจ     ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ (Business information systems) เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของธุรกิจให้ เป็นระบบ โดยถูกออกแบบและพัฒนาให้ปฏิบัติงาน ตามหน้าที่ทางธุรกิจ ส่งเสริมให้ทั้งองค์การ สามารถ ประสานงานและใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับปฏิบัติงานและระดับบริหาร สามารถ จำแนกตามหน้าที่ทางธุรกิจตามหน้าที่ดังต่อไปนี้

25 1. ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี (Accounting information system) 2
1.  ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี (Accounting information system) 2.  ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (Financial information system) 3.  ระบบสารสนเทศด้านการตลาด (Marketing information system) 4.  ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดำเนินงาน (Production and operations information system) 5.  ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล (Human resource information system)

26 ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี      ปัจจุบันงานของนักบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยทำให้มีการพัฒนาชุดคำสั่งสำเร็จรูปหรือชุดคำสั่ง เฉพาะสำหรับช่วยใน การเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล ซึ่งจะช่วยลด ระยะเวลาและเพิ่มความถูกต้องใน การทำงานแก่ผู้ใช้ ทำให้นักบัญชีมีเวลาในการปฏิบัติงานเชิงบริหารมาก ขึ้น เช่น การออกแบบและพัฒนาระบบงาน พัฒนาระบบงบประมาณและระบบข้อมูลสำหรับผู้บริหาร เป็นต้น

27 ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1
ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ     1.  ระบบบัญชีการเงิน (financial accounting system) บัญชีการเงินเป็นการบันทึกรายการคำที่เกิดขึ้นในรูปตัวเงิน จัดหมวดหมู่รายการต่าง ๆ สรุปผลและตีความหมายในงบการเงิน ได้แก่ งบกำไร ขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด โดยมี วัตถุประสงค์หลักคือ นำเสนอสารสนเทศแก่ผู้ใช้และผู้ ที่สนใจข้อมูลทางการเงินขององค์การ เช่น นักลงทุน และเจ้าหนี้

28 2.  ระบบบัญชีบริหาร (managerial accounting system) บัญชีบริหารเป็นการนำเสนอข้อมูลทางการเงินแก่ผู้บริหาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ ระบบบัญชีจะประกอบด้วย บัญชีต้นทุน การงบประมาณ และการศึกษาระบบ โดยมีลักษณะสำคัญคือ  2.1 ให้ความสำคัญกับการจัดการสารสนเทศทางการ บัญชีแก่ผู้ใช้ภายในองค์การ     2.2 ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในอนาคตของธุรกิจ     ไม่ต้องจัดทำสารสนเทศตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป

29 2. 3 ไม่ต้องจัดทำสารสนเทศตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป 2
2.3 ไม่ต้องจัดทำสารสนเทศตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป 2.4 มีข้อมูลทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน 2.5 มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้สอดคล้องกับความ ต้องการใช้งาน AIS จะให้ความสำคัญกับการรวบรวมข้อมูลและ การติดต่อสื่อสารทางการเงิน ซึ่งเป็นกระบวนการ ติดต่อสื่อสารมากกว่าการวัดมูลค่า โดยที่ AIS จะแสดงภาพรวม จัดเก็บ จัดโครงสร้าง ประมวลข้อมูล ควบคุมความปลอดภัย และการรายงานสารสนเทศทางการบัญชี    

30 ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (Financial system) เปรียบเสมือนระบบหมุนเวียนโลหิตของร่างกายที่สูบฉีดโลหิตไปยังอวัยวะต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานของอวัยวะแต่ละส่วนเป็นปกติ ถ้าระบบหมุนเวียนโลหิตไม่ดี การทำงานของอวัยวะก็ บกพร่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดย ตรงต่อระบบร่างกาย ระบบการเงินจะเกี่ยวกับสภาพคล่อง (liquidity) ในการดำเนินงาน เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินสด หมุนเวียน ถ้าธุรกิจขาดเงินทุน อาจก่อให้เกิดปัญหา ขึ้นทั้งโดยตรงและทางอ้อม   

31 การจัดการทางการเงินจะมีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1
การจัดการทางการเงินจะมีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ คือ  1. การพยากรณ์ (Forecast) การศึกษา วิเคราะห์ การคาดการณ์ การกำหนดทางเลือก และการวางแผนทางด้าน การเงินของธุรกิจ เพื่อใช้ทรัพยากรทางการเงินให้เกิด ประโยชน์สูงสุด โดยนักการเงินสามารถใช้หลักการทาง สถิติและแบบจำลองทาง คณิตศาสตร์มาประยุกต์ การ พยากรณ์ทางการเงิน จะอาศัยข้อมูลจากทั้งภายในและ ภายนอกองค์การ ตลอดจนประสบการณ์ของผู้บริหาร ในการตัดสินใจ

32 2. การจัดการด้านการเงิน(Financial management) เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น รายรับและรายจ่าย การหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก เพื่อที่จะเพิ่มทุนขององค์การ โดยวิธีการทาง การเงิน เช่น การกู้ยืม การออกหุ้นหรือตราสาร ทางการเงิน อื่น เป็นต้น

33 3.  การควบคุมทางการเงิน (financial control) เพื่อติดตามผล ตรวจสอบ และประเมินตามเหมาะสมในการดำเนินงานว่าเป็นไปตามแผนที่กำหนดหรือไม่ ตลอดจนวางแนวทางแก้ไขหรือปรับปรุงให้การดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจมีประสิทธิภาพ โดยที่การตรวจสอบ และการควบคุมการทางการเงินของ ธุรกิจสามารถ จำแนกออกเป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้     3.1 การควบคุมภายใน (internal control)           การควบคุมภายนอก (external control)

34 ระบบสารสนเทศด้านการเงิน
ระบบสารสนเทศด้านการเงิน (Financial information system) เป็นระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น สำหรับสนับสนุนกิจกรรมทางด้านการเงินขององค์การ ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน และการควบคุมทางด้านการเงิน เพื่อให้การจัดการทางการเงินเกิดประสิทธิภาพ สูงสุด โดยที่แหล่งข้อมูลสำคัญในการบริหารเงิน ขององค์การมีดังต่อไปนี้

35 1.ข้อมูลจากการดำเนินงาน (Operating data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงานของธุรกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการควบคุม ตรวจสอบ และปรับปรุงแผนการเงินขององค์การ ข้อมูลจากการพยากรณ์ (Forecasting data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมและประมวลผล เช่น การประมาณค่าใช้จ่ายและยอดขาย โดยใช้ เทคนิคและแบบจำลองการพยากรณ์ โดยที่ข้อมูล จากการพยากรณ์ถูกใช้ประกอบการวางแผน การศึกษาความเป็นไปได้ และการตัดสินใจลงทุน

36 3.กลยุทธ์องค์การ (corporate strategy) เป็นเครื่องกำหนดและแสดงวิสัยทัศน์ ภารกิจ วัตถุประสงค์ แนวทางการประกอบธุรกิจในอนาคต เพื่อให้ องค์การบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ โดยที่กลยุทธ์จะ เป็นแผนหลักที่แผนปฏิบัติการอื่น ต้องถูกจัดให้ สอดคล้องและส่งเสริมความสำเร็จของกลยุทธ์

37 4.ข้อมูลจากภายนอก (external data) ข้อมูลทาง เศรษฐกิจและการเงิน สังคม การเมือง และปัจจัยแวดล้อมที่มี ผลต่อธุรกิจ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน อัตรา การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น โดยข้อมูลจาก ภายนอกจะแสดงแนวโน้มในอนาคตที่ธุรกิจต้องปรับตัว ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

38 ระบบสารสนเทศด้านการตลาด
การตลาด (marketing) เป็นหน้าที่สำคัญทางธุรกิจ เนื่องจากหน่วยงานด้านการตลาดจะรับผิดชอบในการกระจาย สินค้าและบริการไปสู่ลูกค้า ตั้งแต่การศึกษา และวิเคราะห์ ความต้องการ การวางแผนและการสร้างความต้องการ ตลอดจนส่งเสริมการขายจนกระทั้งสินค้าถึงมือลูกค้า ปกติ การตัดสินใจทางการตลาดจะเกี่ยวข้องกับการจัดส่วนประสม ทางการตลาด (marketing mix) หรือ ส่วนประกอบที่ทำให้ การดำเนินงานทางการตลาดประสบความสำเร็จ

39 ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (product) ราคา (price) สถานที่ (place) และการ โฆษณา (promotion) หรือที่เรียกว่า 4Ps โดยสารสนเทศ ที่นักการตลาดต้องการในการวิเคราะห์ วางแผน ตรวจสอบ และควบคุมให้แผนการตลาดเป็นไปตามที่ต้องการมา จากแหล่งข้อมูลดังต่อไปนี้

40 1.การปฏิบัติงาน (Operations) เป็นข้อมูลที่แสดงถึง ยอดขายและการดำเนินงานด้านการตลาด ตลอดช่วง ระยะเวลาที่ผ่านมา โดยข้อมูลการปฏิบัติงานจะเป็นข้อเท็จจริงที่ เกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ช่วยในการตรวจสอบ ควบคุม และวางแนวทางปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต

41    2.การวิจัยตลาด (Marketing research) เป็นข้อมูลที่ ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด โดยเฉพาะ พฤติกรรมและความสัมพันธ์ของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ หรือบริการของธุรกิจ โดยนักการตลาดจะทำการวิจัยบน สมมติฐานและการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ปกติ ข้อมูลในการวิจัยตลาดจะได้มาจากการรวบรวมข้อมูล ปฐมภูมิ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ และการใช้ แบบสอบถาม เป็นต้น

42   3.คู่แข่ง (Competitor) คำกล่าวที่ว่า “รู้เขารู้เรา รอบร้อยครั้ง ชนะทั้งร้อยครั้ง” แสดงความสำคัญที่ธุรกิจต้องมีความเข้าใจในคู่ แข่งขันทั้งด้านจำนวนและศักยภาพ โดยข้อมูลจากการดำเนินงาน ของคู่แข่งขันช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาดอย่างเหมาะสม ปกติข้อมูลจากคู่แข่งขันจะมีลักษณะไม่มีโครงสร้าง ไม่เป็น ทางการ และมีแหล่งที่มีไม่ชัดเจน เช่น การทดลองใช้สินค้าหรือ บริการ การสัมภาษณ์ลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย การติดตาม ข้อมูลในตลาด และข้อมูลจากสื่อสารมวลชน เป็นต้น

43 THE 3 END


ดาวน์โหลด ppt By Juthawut Chantharamalee

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google