งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ Classical Theory and The Keynesian Revolution.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ Classical Theory and The Keynesian Revolution."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1

2 ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ

3 Classical Theory and The Keynesian Revolution

4 Classical Theory Classical Economist : Adam Smith –ก่อน ค.ศ 1930 นักเศรษฐศาสตร์สนใจวิเคราะห์ปัญหา เศรษฐกิจในเชิงจุลภาคเป็นหลัก โดยเฉพาะทฤษฎีการกำหนด ราคาและปริมาณสินค้าเฉพาะอย่าง (individual products) –เพราะเชื่อว่า “เศรษฐกิจอาจมีการว่างงานได้ชั่วคราว แต่ในที่สุด เศรษฐกิจก็จะกลับสู่ภาวะมีการจ้างงานเต็มที่ได้เองในที่สุด” –Say’s Law “Supply creates its own Demand”

5 Keynesian School of Economics Keynesian Economics : John Maynard Keynes - ในช่วงปี ค.ศ เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำครั้งรุนแรงที่สุด - เศรษฐกิจไม่สามารถปรับตัวได้เองตามที่เชื่อกันในสมัยนั้น - เคนส์ได้เขียนตำรา ชื่อ “ The General Theory of Employment, Interest and Money ” และได้เสนอแนวคิดว่า “อัตราการว่างงาน และผลผลิตของชาติอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้เสมอตามภาวะ เศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะระดับรายได้ประชาชาติกับระดับ การจ้างงานนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด”

6 -จึงได้เสนอทฤษฎีเศรษฐศสาตร์ใหม่ สรุปได้ว่า “ภาวการณ์ ว่างงานเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ ตลอดเวลา และไม่อาจปรับตัวเข้าหาดุลยภาพได้ด้วยตัวเอง” - J.M. Keynes “Demand creates its own Supply” - เคนส์จึงได้สร้าง “ทฤษฎีการกำหนดรายได้ประชาชาติ” ขึ้น ทฤษฎีนี้อธิบายได้ว่า “ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม จะเป็น ตัวกำหนดรายได้ประชาชาติ”

7 Desired Aggregate Expenditure = C + I + G + (X – M) หรือ Aggregate Demand = C + I + G + (X – M) ทั้งนี้ ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม ไม่จำเป็น จะต้องเท่ากับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในระบบ เศรษฐกิจ (DAE) (AD) AD / DAE, = AS / NI

8 องค์ประกอบของความต้องการใช้จ่ายมวลรวม (DAE) 1. รายจ่ายเพื่อการบริโภค (C) และการออม (S) 2. รายจ่ายเพื่อการลงทุน (I) 3. รายจ่ายของภาครัฐบาล (G) 4. การส่งออกสุทฺธิ (X-M)

9 รายจ่ายเพื่อการบริโภคและการออม Consumption Expenditure [C] and Saving [S]

10 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 1.รายได้สุทธิส่วนบุคคลหรือรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (Disposable Income) รายได้CS CS

11 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 2.ขนาดของสินทรัพย์สภาพคล่อง สินทรัพย์สภาพ คล่อง คือ สิ่งที่เราถือว่าเป็นเงิน (Money) ได้แก่ เงินสด เงินฝากกระแสรายวัน เงินฝากประจำ พันธบัตร ทองคำ หุ้น และที่ดิน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้รวดเร็วและ ไม่เสียค่าใช้จ่ายมากนัก

12 นาย ก. มีรายได้ 10,000 บาท/เดือน นาย ข. มีรายได้ 10,000 บาท/เดือน มีเงินฝากประจำ 1,000,000 บาท มีที่ดินมูลค่า 1,000,000 บาท C กC ข >

13 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 3. สินค้าคงทนที่ผู้บริโภคมีอยู่ สินค้า คงทน CS C S

14 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 4.การคาดการณ์ของผู้บริโภค ได้แก่ รายได้ใน อนาคต รายได้ใน อนาคต CS C S

15 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 4. การคาดการณ์ของผู้บริโภค ได้แก่ ราคาสินค้า ในอนาคต ราคาใน อนาคต C S C S

16 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 5.สินเชื่อเพื่อการบริโภคและอัตราดอกเบี้ย (เงินดาวน์และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้) เงินดาวน์ /ดอกเบี้ย เงินกู้ CS CS

17 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 5. อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ย เงินฝาก CS C S

18 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 6. ค่านิยมทางสังคม CS C S ค่านิยม ฟุ่มเฟือย ค่านิยม ประหยัด

19 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 7. อัตราการเพิ่มของประชากรและโครงสร้างอายุ ของประชากร C C อัตรา ประชากร S S

20 ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 7. อัตราการเพิ่มของประชากรและโครงสร้างอายุ ของประชากร C C ประชากร ในวัย ทำงาน S S

21 ฟังก์ชั่นการบริโภคของบุคคล ฟังก์ชั่นการบริโภค C = f ( Y d, A 1, A 2, A 3, …ฯลฯ ) C คือ รายจ่ายเพื่อการบริโภค Y d คือ รายได้สุทธิ หรือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (DI) A 1, A 2, A 3,…ฯลฯ คือ ปัจจัยอื่นๆ เมื่อ

22 ฟังก์ชั่นการบริโภคในระยะสั้นของบุคคล Consumption Function จาก C = f ( Y d, A 1, A 2, A 3, … ฯลฯ ) ในระยะสั้น Consumption Function คือ C = f (Y d )

23 ระดับรายได้สุทธิส่วนบุคคล ( บาท ) ระดับการใช้จ่ายบริโภค ( บาท ) ,0001,500 3,0002,250 4,0003,000 ระดับรายได้สุทธิส่วนบุคคลและระดับการใช้จ่ายบริโภค

24 สมการการบริโภคของบุคคล C = a + b Y d โดยที่ a คือ การบริโภคเมื่อรายได้เป็นศูนย์ b คือ ค่าความชันของการบริโภค Yd คือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้

25 C = a + b Y d การบริโภค (C) รายได้ (Yd) a 0

26 ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการบริโภค (Average Propensity to Consume : APC) อัตราส่วนของค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่อรายได้ ค่าที่แสดงว่ารายจ่ายในการบริโภคคิดเป็นสัดส่วน เท่าใดของรายได้ APC = C Yd

27 พฤติกรรมการใช้จ่ายของบุคคล มี 3 แบบ 1.บุคคลจะใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคเกินกว่า รายได้ที่ ได้รับในงวดที่มีการใช้จ่ายนั้น (C > Yd) 2. บุคคลจะใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคเท่ากับ รายได้ที่ ได้รับในงวดที่มีการใช้จ่ายนั้น (C = Yd) 3. บุคคลจะใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคน้อยกว่า รายได้ที่ ได้รับในงวดที่มีการใช้จ่ายนั้น (C < Yd)

28 C Yd C = a + bYd 0 a A B Y1Y2 C1= 325 C2 = 400 y1=300 y2 = 400 Y3 y3 = 500 C C3 = 475

29 C = 325 Y 300 = 1.08 APC A APC B C = 400 Y 400 = 1.00 C  Yd ; APC  1 APC c C = 475 Y 500 = 0.95 C = Yd ; APC = 1 C  Yd ;APC  1

30 C  Yd ;APC  1 C = Yd ; APC = 1 C  Yd ;APC  1 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ค่า APC จะมี ค่าลดลงเรื่อย ๆ ด้วย

31 ความโน้มเอียงส่วนเพิ่มในการบริโภค (Marginal Propensity to Consume : MPC) อัตราส่วนของการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายในการ บริโภคต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ MPC = C Yd C 2 - C 1 Yd 2 - Yd 1 =

32 เมื่อ Yd เพิ่มขึ้น C จะเพิ่มขึ้น แต่ C จะเพิ่มขึ้นน้อยกว่า Yd ที่เพิ่มขึ้น MPC > 0 MPC < 1 จากทฤษฎีของ Keynes กล่าวไว้ว่า 0 < MPC < 1 เพราะฉะนั้นจะได้

33 C Yd C = a + bYd 0 a A B Y1Y2 C1= 325 C2 = 400 y1=300 y2 = 400 Y3 y3 = 500 C C3 = 475

34 MPC ( A - B) C = C2 – C1 = Y Yd1 – Yd = 0.75= < MPC < 1 เพราะฉะนั้นจะได้

35 ฟังก์ชั่นการออมของบุคคล ฟังก์ชั่นการออม S = f ( Y d, A 1, A 2, A 3, … ฯลฯ ) S คือ การออม Y d คือ รายได้สุทธิ หรือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (DI) A 1, A 2, A 3,..ฯลฯ คือ ปัจจัยอื่นๆ เมื่อ

36 ฟังก์ชั่นการออมในระยะสั้นของบุคคล ในระยะสั้น Saving Function คือ S = f (Y d ) จาก s = f ( Y d, A 1, A 2, A 3, … ฯลฯ ) Saving Function

37 จาก Yd = C + S ฟังก์ชันการออม S = f (Yd ) ดังนั้น เงินออม คือ รายได้สุทธิส่วนที่เหลือจากการใช้จ่าย ก็จะได้ S = Yd – C และจากสมการการบริโภคC = a + bYd แทนค่าสมการS = Yd – a – bYd ดังนั้นจะได้สมการการออม คือS = – a + (1-b) Yd

38 สมการการออมของบุคคล S = -a+ (1-b) Y d โดยที่ -a คือ การออมเมื่อรายได้เป็นศูนย์ 1-b คือ ค่าความชันของการออม Yd คือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (DI)

39 การออม (S) รายได้ (Yd) S = -a + (1-b)Yd -a Dissaving saving 0

40 ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการออม (Average Propensity to Save : APS) อัตราส่วนของการออมต่อรายได้ ค่าที่แสดงว่าการออมคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของ รายได้ APS = S Yd

41 การออม (S) รายได้ (Yd) -a 0 S = -a + (1-b)Yd Y1=300Y2=400Y3=500 A B C s 3 = 25 s 1 = -25 s 2 = 0

42 S = -25 Yd 300 = APS A APS B S = 0 Yd 400 = 0 S  0 ; APS  0 หรือมีค่าติดลบ APS c S = 25 Yd 500 = 0.05 S = 0 ; APS = 0 หรือมีค่าเท่ากับ 0 S  0 ; APS  0 หรือมีค่าเป็นบวก

43 S  0 ; APS  0 หรือมีค่าติดลบ S = 0 ; APS = 0 S  0 ; APS  0 หรือมีค่าเป็นบวก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ค่า APS จะมี ค่าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน

44 ความโน้มเอียงในการออมหน่วยสุดท้าย (Marginal Propensity to Save : MPS) อัตราส่วนของการเปลี่ยนแปลงของการออมต่อ การเปลี่ยนแปลงของรายได้ MPS = S Yd S 2 - S 1 Yd 2 - Yd 1 =

45 เมื่อ Yd เพิ่มขึ้น S จะเพิ่มขึ้น แต่ S จะเพิ่มขึ้นน้อยกว่า Yd ที่เพิ่มขึ้น MPS > 0 MPS < 1 ตามหลักของ Keynes ที่กล่าวว่า 0 < MPS < 1 เพราะฉะนั้นจะได้

46 การออม (S) รายได้ (Yd) -a 0 S = -a + (1-b)Yd Y1=300Y2=400Y3=500 A B C s 3 = 25 s 1 = -25 s 1 = 0

47 MPS ( A – B) S = C2 – C1 = 0 – (-25) Yd Yd1 – Yd = 0.25= < MPS < 1 เพราะฉะนั้นจะได้

48 Yd = 500  APC = 0.95, APS = 0.05 ณ รายได้ 500 บาท โดยเฉลี่ยแล้ว เงิน 1 บาท จะ นำไปบริโภค 0.95 บาท และนำไปออม 0.05 บาท Yd = C + S ถ้า Yd = 1 Yd = C + S Yd 1 = APC +APS ความสัมพันธ์ระหว่าง APC และ APS

49 MPC = 0.75, MPS = 0.25 ถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น 1 บาท จะใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น 0.75 บาท และนำไปออมเพิ่มขึ้น 0.25 บาท Yd = C + S ถ้า  Yd = 1 Yd = C + S Yd 1 = MPC Yd ดังนั้น = C + S Yd + MPS ความสัมพันธ์ระหว่าง MPC และ MPS

50 C = Yd C = a + bYd S = -a + (1-b)Yd C, S Yd 0 a -a C =Yd ; APC =1 C >Yd ; APC >1 C < Yd ; APC <1 S = 0 ; APS = 0 S < 0 ; APS < 0 S > 0 ; APS > 0 45

51 การเปลี่ยนแปลงการบริโภค (C) และการออม (S) 1.การเปลี่ยนแปลงบนเส้นการบริโภคและเส้น การออม (move along the curve) 2.การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเส้นการบริโภค และการออม หรือการเคลื่อนขึ้นหรือเคลื่อนลง ของเส้นการบริโภคและการออมทั้งเส้น (change in or shift in consumption and saving function)

52 1. การเปลี่ยนแปลงบนเส้นการบริโภคและการออม เกิดขึ้นเมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดการ บริโภคและการออมคงที่ โดยให้มีเพียงการ เปลี่ยนแปลงในรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงเท่านั้น เมื่อ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงเปลี่ยนก็จะมีผลทำให้ระดับ การบริโภคและการออมเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดย การเปลี่ยนแปลงจะเลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด หนึ่งบนเส้นการบริโภคและการออมเส้นเดิม

53 C, S Yd C S C1 S1 Yd1Yd2 C2 S2 0 Yd3 C3 S3

54 2. การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเส้นการบริโภคและการออม เกิดขึ้นเมื่อให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคและ การออมเปลี่ยนแปลง แต่รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงไม่มีการ เปลี่ยนแปลง เมื่อปัจจัยอื่น ๆ เปลี่ยน โดยที่รายได้คงที่ ก็ จะส่งผลทำให้เส้นการบริโภคและเส้นการออม เคลื่อนขึ้น ทั้งเส้น หรือเคลื่อนลงทั้งเส้นในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ถ้าเส้นการบริโภคเคลื่อนขึ้นไป เส้นการออมจะต้อง เคลื่อนลงมาทั้งเส้น แต่ถ้าเส้นการบริโภคเคลื่อนลงมา เส้น การออมก็จะเคลื่อนขึ้นไปทั้งเส้น นอกจากนี้การเคลื่อนขึ้น ลงของเส้นทั้ง 2 จะต้องมีช่วงห่างจากเส้นเดิมในจำนวนที เท่า ๆ กันด้วย

55 C, S Yd C1 S1 Yd1 0 C2 S2 C3 S3

56 การบริโภคมวลรวม (Aggregata Comsumption) และ การออมมวลรวม (Aggregata Saving)

57 ฟังก์ชันการบริโภคและการออม มวลรวมในระยะสั้น การหาการใช้จ่ายในการบริโภคของระบบ เศรษฐกิจ ณ ระดับรายได้ต่าง ๆ สามารถ หาได้โดยการรวมค่าใช้จ่ายในการบริโภค ของบุคคลต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ ณ ระดับรายได้นั้นเข้าด้วยกัน ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคและการ ออมของระบบเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยตัว เดียวกันกับปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดการ บริโภคและการออมของบุคคล ฟังก์ชันการบริโภคและการออมของระบบ เศรษฐกิจจะมีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่นเดียวกันกับฟังก์ชันการบริโภคและการ ออมของบุคคล

58 สมการ ตาราง เส้นการบริโภค และการออมมวลรวม เส้น 45 องศา เป็นเส้นที่แบ่งครึ่งระหว่าง แกนรายจ่ายเพื่อการบริโภคกับแกนรายได้ ที่ใช้จ่ายได้จริง เส้น 45 องศา เป็นเส้นที่แสดงถึง ภาวะการณ์ที่รายจ่ายเพื่อการบริโภคมีค่า เท่ากับรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ทุก ๆ จุดบนเส้น 45 องศา จะแสดงถึง ระดับรายได้ดุลยภาพ ใช้เป็นเส้นที่สำคัญยิ่งในการวิเคราะห์ ระดับรายได้ดุลยภาพ ดังนั้นจึงเขียนเป็นสมการและรูปกราฟได้ ดังนี้

59 รายจ่ายเพื่อการบริโภคมวลรวม (C) รายได้ประชาชาติ (Yd) 0 C = Yd 45

60 สมการการบริโภคและการออมมวลรวม สมการการบริโภคมวลรวม C = Ca + bYd สมการการออมมวลรวม S = -Sa + (1-b)Yd โดยที่ Caคือการบริโภคเมื่อรายได้เป็นศูนย์ Saคือ การออมเมื่อรายได้เป็นศูนย์ ซึ่งเท่ากับ - Ca bคือMPC = C Yd

61 MPSMPCAPSAPCSCYd

62 C C, S S C = Yd ระดับรายได้เสมอตัว (Break even)

63 MPSMPCAPSAPCSCYd

64 MPSMPCAPSAPCSCYd

65 C = Y d การบริโภค (C) รายได้ (Yd) 80 0

66 การออม (S) รายได้ (Yd) S = Yd -80 0

67 1) C = Yd 2) C = Yd 3) C = Yd 4) C = Yd จงหาสมการการออมจากสมการการบริโภคต่อไปนี้ 1) S = Yd 2) S = Yd 3) S = Yd 4) S = Yd

68 1) S = Yd 2) S = Yd 3) S = Yd 4) S = Yd จงหาสมการการบริโภคจากสมการการออมต่อไปนี้ 1) C = Yd 2) C = Yd 3) C = Yd 4) C = Yd

69 จงหา BREAK- EVEN จากสมการการบริโภคที่ กำหนดให้ 1) C = Yd 2) C = Yd 3) C = Yd 500 1,000 3,000

70 จงหา BREAK -EVEN จากสมการการออมที่ กำหนดให้ 1) S = Yd 2) S = Yd 3) S = Yd 1,000 1,250 2,500

71 จงวาดรูปกราฟสมการการบริโภคและการออม ลงบนพื้นที่แกนเดียวกัน ถ้ากำหนดสมการมาให้ดังนี้ 3) C = Yd 1) S = Yd 2) S = Yd

72 C = Yd C = Yd S = Yd C, S Yd

73 C = Yd C = Yd S = Yd C, S Yd

74 C = Yd C = Yd S = Yd C, S Yd

75 รายจ่ายเพื่อการลงทุน Investment Expenditure [I]

76 การลงทุน (Investment : I) ค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าทุน (Capital goods) การใช้จ่ายโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ ทำให้ การผลิตสินค้าและบริการในอนาคตเพิ่มขึ้น

77 การซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การซื้อที่ดินเพื่อ เก็งกำไร การซื้อสินทรัพย์และหลักทรัพย์มือสอง ไม่ถือเป็นการลงทุน แต่เป็นการลงทุนทาง การเงิน (Financial Investment)

78 ปัจจัยกำหนดการลงทุน ระดับรายได้ประชาชาติและการเปลี่ยนแปลง รายได้ประชาชาติ อัตราดอกเบี้ย กำไรที่คาดว่าจะได้รับ ความจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นโยบายของรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมือง

79 ฟังก์ชั่นการลงทุน I = f ( Y, A 1, A 2, A 3, … ) I คือ ปริมาณการลงทุน Y คือ รายได้ประชาชาติ A 1, A 2, A 3,… คือ ปัจจัยอื่นๆ เมื่อ

80 ประเภทของการลงทุน การลงทุนโดยอิสระ (Autonomous investment) การลงทุนโดยจูงใจ (Induced investment)

81 I Y 0 Ia เส้นการลงทุนโดยอิสระ

82 I Y 0 I = iY เส้นการลงทุนโดยจูงใจ

83 สมการการลงทุนมวลรวม (I) I = I a + I i หรือ I= I a + i Y I=การลงทุนมวลรวม I a =การลงทุนแบบอิสระ I i =การลงทุนแบบชักจูง i=ความโน้มเอียงในการลงทุนหน่วยสุดท้าย ( MPI= I ) Y

84 I = I a + I i หรือ I = I a + i Y IaIa I Y IaIa IiIi 0 เส้นการลงทุนมวลรวม

85 I Y I = I a + i Y Ia I1 I2I2 Y3Y2 A B 0 การเปลี่ยนแปลงบนเส้นการ ลงทุนมวลรวม I3 Y1 c

86 I Y I1 I3 I2 Y1 0 การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเส้นการ ลงทุนมวลรวม

87 YIaIi I = Ia + Ii APIMPI

88 YIaIi I = Ia + Ii APIMPI /300 = /310 = /320 = /330 =

89 จากตาราง จะเขียนสมการการลงทุน มวลรวมได้ว่าอย่างไร จากสมการการลงทุนมวลรวม I = I a + I i หรือ I = I a + i Y จะได้ I = Y

90 ถ้าระดับรายได้ประชาชาติ (Y) เท่ากับ 400 การลงทุนมวลรวม (I) จะมีค่าเท่ากับ เท่าไหร่ จากสมการการลงทุนมวลรวม I = Y แทนค่า Y = 400 ในสมการ จะได้ I = (400) I = 110

91 รายจ่ายของรัฐบาล Government Expenditure [G]

92 ปัจจัยกำหนดการใช้จ่ายของรัฐบาล รายรับของรัฐบาล ได้แก่ รายได้จากภาษีอากร รายได้ที่มิใช่ภาษีอากรและเงินกู้ นโยบายการคลังของรัฐบาล แบ่งเป็น 2 แบบ คือ นโยบายการคลังแบบขยายตัว และ นโยบายการคลังแบบหดตัว

93 G Y G2 G1 0 G3 เส้นการใช้จ่ายของรัฐบาลและการ เปลี่ยนแปลงของเส้นการใช้จ่ายรัฐบาล

94 การส่งออกและการนำเข้า Export-Import [ X-M ]

95 ปัจจัยกำหนดความต้องการส่งออก นโยบายส่งเสริมการส่งออกของรัฐบาล เช่น การ ลดภาษีส่งออก การขยายตลาดในต่างประเทศ การลด/ยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เป็นต้น ราคาสินค้าออก จะส่งสินค้าออกได้มากถ้าราคา สินค้าส่งออกของประเทศต่ำกว่าตลาดต่างประเทศ ความต้องการของตลาดต่างประเทศ หากภาวะ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า/โลกอยู่ในเกณฑ์ดี ก็จะ ส่งออกได้มาก

96 X Y X2 X3 X1 0 เส้นความต้องการส่งออกและการ เปลี่ยนแปลงของเส้นการส่งออก

97 ปัจจัยกำหนดความต้องการนำเข้า รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง อุปนิสัยในการใช้จ่ายของผู้บริโภค สินเชื่อเพื่อการบริโภค/เพื่อการสั่งเข้า และ อัตราดอกเบี้ย การคาดการณ์ของผู้บริโภค ค่านิยมของการใช้สินค้านอก ปัจจัยอื่นๆ

98 M Y M = M a + m Y MaMa 0 สมการและเส้นความต้องการสั่งเข้า

99 M Y M = M a + m Y MaMa Y1Y2 M3 M1 A B 0 การเปลี่ยนแปลงมูลค่าการสั่งเข้า Y3 C M2

100 M Y M1 M2 M3 Y1 0 การเปลี่ยนแปลงการสั่งเข้า M2 M3 M1

101 Y 0 M,X M = Ma + mY Xa = 0 Xa > 0 Xa < 0 Y X = Xa การส่งออกสุทธิ

102 สรุป ในบทที่ 3 ที่เราศึกษามาแล้วนั้น เราสามารถสรุปได้ว่า “ความต้องการใช้จ่ายมวลรวมเป็นตัวแปรที่กำหนดรายได้ประชาชาติ” นั่นคือ DAE = C + I + G + (X-M) *** และถ้าองค์ประกอบของความต้องการใช้จ่าย มวลรวมเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลทำให้รายได้ ประชาชาติเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจะได้ ไปเรียนต่อในบทที่ 4 เรื่องการกำหนดขึ้นเป็นรายได้ ประชาชาติดุลยภาพ

103 โดยที่ C = Ca + bYd ; S = -Ca + (1-b)Yd I = Ia + iYd G = Ga X = Xa M = Ma + mYd

104 ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม (DAE) รายได้ประชาชาติ (Y) 0 DAE = C + I + G + (X-M) DAE = Y 45 YEYE E DAE E


ดาวน์โหลด ppt ส่วนประกอบของรายได้ประชาชาติ Classical Theory and The Keynesian Revolution.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google