งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 บทที่ 2 อุปสงค์ อุปทาน และการกำหนดราคาสินค้า oอุปสงค์ oความหมายของอุปสงค์ oกฎของอุปสงค์ oอุปสงค์ส่วนบุคคลและอุปสงค์ตลาด oปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 บทที่ 2 อุปสงค์ อุปทาน และการกำหนดราคาสินค้า oอุปสงค์ oความหมายของอุปสงค์ oกฎของอุปสงค์ oอุปสงค์ส่วนบุคคลและอุปสงค์ตลาด oปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 บทที่ 2 อุปสงค์ อุปทาน และการกำหนดราคาสินค้า oอุปสงค์ oความหมายของอุปสงค์ oกฎของอุปสงค์ oอุปสงค์ส่วนบุคคลและอุปสงค์ตลาด oปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ oการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการซื้อและการเปลี่ยนแปลง อุปสงค์ oอุปสงค์ชนิดอื่น oอุปสงค์ต่อรายได้ oอุปสงค์ไขว้

2 2 บทที่ 2 อุปสงค์ อุปทาน และการกำหนดราคาสินค้า o อุปทาน o ความหมายของอุปทาน o กฎของอุปทาน o อุปทานส่วนบุคคลและอุปทานตลาด o ปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดปริมาณการเสนอขาย o การเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการเสนอขายและการ เปลี่ยนแปลงอุปทาน o การกำหนดราคาสินค้า o ราคาและปริมาณดุลยภาพ o การปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพในตลาด o การเปลี่ยนแปลงดุลยภาพของตลาด

3 3 อุปสงค์ หมายถึง จำนวนสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคต้องการจะซื้อในเวลาใด เวลาหนึ่ง ซึ่งจะมากหรือน้อยเท่าใดถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ราคาสินค้าชนิดนั้น รายได้ของผู้บริโภค และราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับ สินค้าชนิดนั้น โดยปกติจะพิจารณาความสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระทีละตัว และกำหนดให้ตัว แปรอื่นที่มีอิทธิพลต่ออุปสงค์ให้คงที่ (Ceteris Paribus) เมื่อพิจารณาเฉพาะตัวแปรสำคัญ จะแบ่งอุปสงค์เป็น 3 แบบ คือ o อุปสงค์ต่อราคาสินค้า (Price Demand) o อุปสงค์ต่อรายได้ (Income Demand) o อุปสงค์ไขว้ (Cross Demand) แต่หากกล่าวถึงอุปสงค์ จะหมายถึงอุปสงค์ต่อราคาสินค้า (Price Demand) ซึ่ง จะพิจารณาความสัมพันธ์ของปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ (อุป สงค์สินค้าและบริการ) กับราคาของสินค้าดังกล่าว 2.1 อุปสงค์ (Demand)

4 ความหมายของอุปสงค์ต่อราคา (Price Demand) อุปสงค์ต่อราคา หมายถึง ปริมาณสินค้าหรือบริการชนิดหนึ่งที่ ผู้บริโภคต้องการจะซื้อในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ณ ระดับราคาต่าง ๆ ของสินค้าหรือบริการชนิดนั้น โดยกำหนดให้สิ่งอื่น ๆ คงที่ ในทางเศรษฐศาสตร์จะถือว่าเป็นอุปสงค์ได้ ต้องประกอบด้วย o ความเต็มใจซื้อ (Willingness to pay) o ความสามารถในการซื้อ (ability to pay) หรือ ต้องมีอำนาจซื้อ (Purchasing Power) หากคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นอุปสงค์

5 กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) กฎของอุปสงค์  แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการซื้อสินค้าและบริการ กับราคา สินค้า คือ “ถ้ากำหนดให้สิ่งต่างๆ คงที่แล้ว ปริมาณสินค้าและบริการที่ผู้ซื้อต้องการซื้อ จะผันแปรตรงข้ามกับราคาสินค้า” P   Q d  P   Q d  ทั้งนี้เพราะ o ผลการทดแทน (Substitution Effect) o ผลทางด้านรายได้ (Income Effect) ผลการทดแทน คือ การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อจากการเปรียบเทียบราคากับสินค้าที่ ทดแทนกัน ผลทางด้านรายได้ คือ การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อ จากการเปลี่ยนแปลงของราคาแล้ว ทำให้รายได้ที่แท้จริงหรืออำนาจซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคจึง เปลี่ยนแปลงปริมาณการซื้อสินค้าและบริการ สินค้าและบริการบางประเภท ไม่เป็นไปตามกฎของอุปสงค์ คือ P   Q d  P   Q d 

6 6 สินค้าซึ่งไม่เป็นไปตามกฎของอุปสงค์ สินค้ากิฟเฟ่น (Giffen goods) เป็นสินค้าที่ราคากับปริมาณการซื้อ สินค้ามีทิศทางเดียวกัน เพราะเป็นสินค้าที่คนฐานะยากจนบริโภค เช่น ขนมปัง ซึ่งคนจนใช้รายได้ส่วนใหญ่มาซื้อสินค้าเหล่านี้ เพราะราคาถูก มากเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่นๆ ดังนั้นแม้ราคาสินค้า giffen สูงขึ้น ทำให้รายได้ที่แท้จริงลดลง จึงบริโภคสินค้าลดลง และบริโภคสินค้า giffen นี้ทดแทน ผลของการทดแทนกัน จะมากกว่าผลของรายได้ที่ ทำให้บริโภคสินค้านี้ลดลง จึงซื้อสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้น สินค้าอวดมั่งอวดมี (Conspicuous goods) เป็นสินค้าประเภทที่ผู้ซื้อมี ฐานะร่ำรวย มักซื้อไปบริโภคเพื่ออวดความร่ำรวยให้ผู้อื่นเห็น ดังนั้น หากราคาสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น ก็ดึงดูดกลุ่มลูกค้านี้ได้

7 7 การอธิบายกฎของอุปสงค์ สามารถแสดงได้ 3 แบบ o ตารางอุปสงค์ (Demand Schedule) เช่น ตารางอุปสงค์ของสินค้า X PXPX QXQX o เส้นอุปสงค์ (Demand Curve) 5 2 D Q P

8 8 o ฟังก์ชั่นอุปสงค์ (Demand Function) Q d = f (P, X X n ) Q d = f (P) ในกรณีที่เส้นอุปสงค์เป็นเส้นตรง เขียนสมการอุปสงค์ได้ว่า Q d = a – bP โดยที่Q d = ปริมาณการซื้อสินค้าและบริการ a= ค่าคงที่ ที่เป็นจุดตัดบนแกน Q b=  Q/  P หรือ = dQ/dP = 1/slope ตัวอย่าง Qd=25–2P 12.5 Q 25 0 P Q d = P Slope = - 1/2

9 อุปสงค์ส่วนบุคคลและอุปสงค์ตลาด (Individual Demand and Market Demand) อุปสงค์ส่วนบุคคล (Individual Demand) หมายถึง ปริมาณสินค้าที่ ผู้บริโภคแต่ละคนจะซื้อ ณ ระดับราคาต่างๆ อุปสงค์ตลาด (Market Demand) เป็นการรวมอุปสงค์ส่วนบุคคลเข้า ด้วยกันตามแนวนอน เช่น ถ้าในตลาดมีผู้บริโภค 2 ราย คือ A และ B ที่มีความต้องการซื้อ สินค้า ณ ระดับราคาต่าง ๆ PQAQA QBQB Market Demand Q (A+B)

10 อุปสงค์ส่วนบุคคล A อุปสงค์ส่วนบุคคล B อุปสงค์ตลาด เส้นอุปสงค์ตลาดจะมีความชันน้อยกว่าเส้นอุปสงค์ส่วนบุคคลของ A และ B PPP D (A+B) Q 9 2 DADA DBDB QQ 19 10

11 ปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ 1.รายได้ - สินค้าปกติ (Normal Goods) รายได้  Qd  รายได้  Qd  3 - สินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior Goods) รายได้  Qd  รายได้  Qd  2. ราคาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง - สินค้าทดแทนกัน ราคาสินค้า A  Qd A   Qd B  - สินค้าประกอบกัน ราคาสินค้า A  Qd A   Qd B  3.รสนิยมผู้บริโภค 4.จำนวนประชากร 5.การคาดคะเนราคาและรายได้ในอนาคต 6.การกระจายรายได้ 7.ฤดูกาล

12 การเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการซื้อและการเปลี่ยนแปลงอุป สงค์ (Change in Quantity Demand and Change in Demand) o การเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการซื้อ (Change in Quantity Demand) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงปริมาณการซื้อสินค้าและบริการ อันเกิดขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าชนิดนั้น โดยกำหนดให้สิ่งอื่น ๆ คงที่ การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่บนเส้นอุปสงค์เส้นเดิม P A P B P1P1 D 0 Q Q Q1Q1

13 13 o การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ (Change in Demand) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงปริมาณการซื้อสินค้าและบริการ อันเกิดขึ้นจากการ เปลี่ยนแปลงของปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ราคาสินค้านั้น การเปลี่ยนแปลง นี้จะเป็นการเลื่อน (shift) ของเส้นอุปสงค์จากเส้นเดิมไปเป็นเส้นใหม่ P P D 0 Q Q Q1Q1 Q0Q0 D 1 D 2 C B A

14 อุปสงค์ชนิดอื่น o อุปสงค์ต่อรายได้ (Income Demand) o อุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น หรืออุปสงค์ไขว้ (Cross Demand) 2.2.1อุปสงค์ต่อรายได้ (Income Demand) หมายถึง ปริมาณสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ณ ระดับ รายได้ต่างๆ ของผู้บริโภค โดย กำหนดให้สิ่งอื่น ๆ คงที่ เขียนเป็นฟังก์ชั่นอุปสงค์ต่อรายได้ ได้ว่า Qd = f(Y) โดย Qd = ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการชนิดหนึ่ง Y = รายได้ของผู้บริโภค ความสัมพันธ์ของ Y กับ Q d จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าว่าเป็น สินค้าปกติ (Normal Goods) หรือ สินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior Goods)

15 15 สินค้าปกติ Y กับ Q d จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน Y   Q d  Y   Q d  ดังนั้น เส้นอุปสงค์ต่อรายได้ของสินค้าปกติ จะมี slope เป็นบวก Y Dy Y Y1Y1 Q 0 Q Q1Q1

16 16 สินค้าด้อยคุณภาพ Y กับ Q d จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้าม Y   Q d  Y   Q d  เส้นอุปสงค์ต่อรายได้ของสินค้าด้อยคุณภาพ จะเป็นเส้นทอดลงจากซ้าย ไปขวา มี slope เป็นลบ Y Y Y1Y1 Dy Q 0 Q Q1Q1

17 อุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น หรืออุปสงค์ไขว้ (Cross Demand) หมายถึง ปริมาณสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อใน ระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ณ ระดับ ราคาต่างๆ ของสินค้าหรือบริการอีกชนิดหนึ่ง โดยกำหนดให้สิ่งอื่น ๆ คงที่ เขียนเป็นฟังก์ชั่นอุปสงค์ต่อราคา ได้ว่า Q A = f (P B ) โดยQ A = ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการชนิดหนึ่ง P B = ราคาสินค้าอีกชนิดหนึ่ง ความสัมพันธ์ของ P B กับ Q A จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้า 2 ชนิดว่าเป็น สินค้าที่ทดแทนกัน (Substitution Goods) หรือ สินค้าที่ใช้ ประกอบกัน (Complementary Goods)

18 18 สินค้าทดแทนกัน กับ Q A จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน P B   Q B   Q A  ดังนั้น เส้นอุปสงค์ไขว้ของสินค้าทดแทนกัน จะมี slope เป็นบวก PBPB Dc P2P2 P1P1 QAQA 0 Q1Q1 Q2Q2

19 19 สินค้าประกอบกัน P B กับ Q A จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้าม P B   Q B   Q A  เส้นอุปสงค์ไขว้ของสินค้าประกอบกัน จะเป็นเส้นทอดลงจากซ้ายไปขวา มี slope เป็นลบ PBPB P2P2 P1P1 Dc QAQA 0 Q1Q1 Q2Q2

20 20 ในกรณีที่สินค้า 2 ชนิดไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย การเปลี่ยนแปลง ของราคาสินค้า B จะไม่กระทบต่อปริมาณการซื้อสินค้า A เลย เส้นอุปสงค์ไขว้ของสินค้า A จะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนนอน มี slope เป็นอนันต์ (  ) DCDC PBPB P1P1 P QAQA 0 Q

21 21 อุปทาน หมายถึง จำนวนสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายเต็มใจจะนำออก ขาย ณ ระดับราคาต่างๆ ของสินค้านั้น ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนกำหนดอุปทาน (เช่น เทคนิคการ ผลิต ฤดูกาลผลิต ต้นทุนการผลิต) คงที่ 2.3 อุปทาน (Supply) ความสัมพันธ์ของปริมาณการเสนอขายสินค้าและบริการกับราคาของ สินค้านั้น จะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นไปตาม กฎของอุปทาน ความหมายของอุปทาน (Supply)

22 กฎของอุปทาน (Law of Supply) กฎของอุปทาน  แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการขายสินค้าและบริการ กับราคาสินค้า คือ “ถ้ากำหนดให้สิ่งต่างๆ คงที่ ปริมาณการเสนอขายสินค้าและ บริการจะมีความสัมพันธ์ในทางเดียวกับราคาของสินค้านั้น” P   Q s  P   Q s  ทั้งนี้เพราะ 1. เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตเดิมจะขยายการผลิตโดยการใช้ปัจจัยการ ผลิตมากขึ้น 2. เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น จะมีผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาทำการผลิตสินค้าและ บริการ โดยเฉพาะผู้ผลิตที่เคยไม่ผลิตเพราะขาดทุน เมื่อราคาเพิ่มขึ้นจึง เข้ามาผลิตสินค้า

23 23 การอธิบายกฎของอุปทาน สามารถแสดงได้ 3 แบบ o ตารางอุปทาน (Supply Schedule) เช่น ตารางอุปทานของสินค้า X o เส้นอุปทาน (Supply Curve) PXPX QXQX S Q P

24 24 o ฟังก์ชั่นอุปทาน (Supply Function) Q s = f (P, X X n ) Q s = f (P) ในกรณีที่เส้นอุปทานเป็นเส้นตรง เขียนสมการอุปทานได้ว่า Q s = a + bP โดยที่Q s = ปริมาณการขายสินค้าและบริการ a= ค่าคงที่ ที่เป็นจุดตัดบนแกน Q b=  Q/  P หรือ = dQ/dP = 1/slope ตัวอย่าง Qs=20+3P Q 20 0 P Q s = 20+3P Slope = 1/3

25 อุปทานส่วนบุคคลและอุปทานตลาด (Individual Supply and Market Supply) อุปทานส่วนบุคคล (Individual Supply) หมายถึง ปริมาณสินค้าและบริการ ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตแต่ละรายเต็มใจจะเสนอขายในตลาด ณ ระดับราคา ต่างๆ ของสินค้า ในระยะเวลาเวลาหนึ่ง อุปทานตลาด (Market Supply) ปริมาณสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตหรือ ผู้ขายทุกคนในตลาดเต็มใจจะนำออกเสนอขายในตลาด ณ ระดับราคาต่าง ๆ ของสินค้าในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เป็นการรวมอุปสงค์ส่วนบุคคลเข้าด้วยกันตามแนวนอน เช่น ถ้าในตลาดมีผู้ขาย 2 ราย คือ A และ B ที่มีความต้องการขายสินค้า ณ ระดับราคาต่าง ๆ PQAQA QBQB Market Supply Q (A+B)

26 26 เดิมราคาสินค้าหน่วยละ 10 บาท หากราคาสินค้าลดลงเป็น 8 บาท A และ B ยินดีเสนอขายสินค้าลดลงเป็น 11 และ 20 หน่วยตามลำดับ อุปทาน ตลาด ณ ราคา 8 บาท จะเท่ากับ = 31 หน่วย หากรวมปริมาณอุปทานของผู้ขายทุกราย ในแต่ละระดับราคาตามแนวนอน สามารถสร้างเส้นอุปทานส่วนบุคคลและอุปทานตลาดได้ Q Q Q P P P SASA SBSB SMSM อุปทานส่วนบุคคล Aอุปทานส่วนบุคคล B อุปทานตลาด เส้นอุปทานตลาดจะมี slope ที่ลาดกว่าเส้นอุปทานส่วนบุคคล

27 ปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดปริมาณเสนอขายสินค้าและบริการ 1.ราคาปัจจัยการผลิต 2.เทคนิคการผลิต 3.การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง 4.การคาดคะเนราคาสินค้าในอนาคต 5.จำนวนผู้ขาย 6.ภาษีและเงินช่วยเหลือ 7.เป้าหมายของธุรกิจหรือผู้ผลิต

28 การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอขายและการเปลี่ยนแปลงอุปทาน (Change in Quantity Supply and Change in Supply) o การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอขาย (Change in Quantity Supply) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอขายสินค้าและบริการ เมื่อมี การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าชนิดนั้น โดยกำหนดให้สิ่งอื่น ๆ คงที่ การ เปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่บนเส้นอุปทานเส้นเดิม P A P1P1 B P S 0 Q Q Q1Q1

29 29 o การเปลี่ยนแปลงอุปทาน (Change in Supply) หมายถึง การ เปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอขายสินค้าและบริการ อันเกิดขึ้นจาก การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ราคาสินค้านั้น การ เปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นการเลื่อน (shift) ของเส้นอุปทานจากเส้นเดิม ไปเป็นเส้นใหม่ P P S 0 Q Q Q2Q2 Q1Q1 S 2 S 1 C B A

30 การกำหนดราคาสินค้า (Price Determination) 2.4.1ราคาและปริมาณดุลยภาพ ดุลยภาพตลาด หมายถึง สภาวะที่ระดับราคาสินค้าและปริมาณสินค้าไม่ เปลี่ยนแปลง หากไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามากกระทบในตลาด นั่นคือ ราคาดุลยภาพ เป็นราคาที่ผู้บริโภคยินดีที่จะซื้อ และเป็นราคาเดียวกันที่ผู้ผลิต ยินดีที่จะขาย ปริมาณดุลยภาพ เกิดจากปริมาณที่ผู้บริโภคยินดีที่จะซื้อ และเป็นปริมาณ เดียวกันที่ผู้ผลิตยินดีที่จะขาย การแสดงโดยกราฟ P Q 0 S D Pe Qe E

31 31 การแสดงด้วยตาราง ราคา สินค้า Qd (หน่วย) Qs (หน่วย) สถานการณ์ ในตลาด ผลต่อ ราคา อุปทานส่วนเกิน  8 331อุปทานส่วนเกิน  61026อุปทานส่วนเกิน  420 ดุลยภาพคงที่ 23710อุปสงค์ส่วนเกิน 

32 32 การแสดงด้วยสมการ สมมติมีผู้ซื้อ 2 ราย มีสมการอุปสงค์ส่วนบุคคลดังนี้ Qd 1 = 60 – 8P Qd 2 = 20 – 2P และมีผู้ขาย 2 ราย มีสมการอุปทานส่วนบุคคลดังนี้ Qs 1 = P Qs 2 = 5 + 7P Qd m = (60–8P) + (20–2P) = 80-10P Qs m = (15+3P) + (5+7P) = 20+10P 80-10P = 20+10P เงื่อนไขดุลยภาพตลาด  Qd = Qs 20P = 60 P = 60/20 = 3 แทน P=3 กลับเข้าไปในสมการ Qd m หรือ Qs m จะได้ Q=50

33 การปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพในตลาด การเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน (Excess Demand) ราคา ปริมาณ PePe Demand Supply P 1 Qe E B A 0 excess demand Qs Qd

34 34 การเกิดอุปทานส่วนเกิน (Excess Supply) ราคา ปริมาณ PePe Demand Supply P 2 E B A 0 excess supply Qs Qd Qe

35 การเปลี่ยนแปลงดุลยภาพของตลาด การเปลี่ยนแปลงดุลยภาพของตลาด มาจาก oการเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก เส้นอุปสงค์เปลี่ยนแปลงไป oการเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก เส้นอุปทานเปลี่ยนแปลงไป oการเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน เปลี่ยนแปลงพร้อมกัน

36 36 เส้นอุปสงค์เปลี่ยน ราคา ปริมาณ P1P1 0 D S P 2 E E’ D’ เช่น รายได้ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น Q2 Q2 Q 1

37 37 เส้นอุปทานเปลี่ยน ราคา ปริมาณ P1P1 0 D S P 2 E E’ เช่น เทคโนโลยีการผลิตดีขึ้น S´S´ Q1Q1 Q 2

38 38 ราคาและปริมาณดุลยภาพจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างใด ขึ้นอยู่กับเส้น D และ S เส้นใดเปลี่ยนไปมากกว่ากัน เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานเปลี่ยนทั้งคู่ D   S  ราคา ปริมาณ P1P1 0 D S P 2 E E’ D’ Q2 Q2 Q 1 S'

39 39 D   S  ราคา ปริมาณ P1P1 0 D S P 2 E E’ D’ Q2 Q2 Q 1 S'

40 40 D  = S  ราคา ปริมาณ P1P1 0 D S P 2 = E E’ D’ Q2 Q2 Q 1 S'

41 41 D  = S  ราคา ปริมาณ P1P1 0 D S P 2 E E’ D’ =Q 2 Q 1 S'


ดาวน์โหลด ppt 1 บทที่ 2 อุปสงค์ อุปทาน และการกำหนดราคาสินค้า oอุปสงค์ oความหมายของอุปสงค์ oกฎของอุปสงค์ oอุปสงค์ส่วนบุคคลและอุปสงค์ตลาด oปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google