งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

บทที่ 9 การกำหนดราคาและผลผลิตในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Price and Output Determination Under Imperfect Competition) ตลาดผูกขาดที่แท้จริง ลักษณะของตลาดผูกขาดแท้จริง.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "บทที่ 9 การกำหนดราคาและผลผลิตในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Price and Output Determination Under Imperfect Competition) ตลาดผูกขาดที่แท้จริง ลักษณะของตลาดผูกขาดแท้จริง."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 บทที่ 9 การกำหนดราคาและผลผลิตในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Price and Output Determination Under Imperfect Competition) ตลาดผูกขาดที่แท้จริง ลักษณะของตลาดผูกขาดแท้จริง สาเหตุของการผูกขาด ลักษณะของเส้นอุปสงค์ของผู้ผลิต การหาผลผลิตที่ทำให้ได้กำไรสูงสุด ดุลยภาพในระยะสั้นของผู้ผูกขาด ดุลยภาพในระยะยาวของผู้ผูกขาด เปรียบเทียบตลาดผูกขาดแท้จริงกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์ 1

2 ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ลักษณะของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ลักษณะของเส้นอุปสงค์ที่ผู้ผลิตเผชิญ ดุลยภาพระยะสั้นของผู้ผลิต ดุลยภาพในระยะยาวของผู้ผลิต ตลาดผู้ขายร้อยราย ลักษณะของตลาดผู้ขายร้อยราย ลักษณะของเส้นอุปสงค์ของผู้ผลิต การวิเคราะห์ดุลยภาพของตลาดผู้ขายน้อยราย ตามแบบจำลองอุปสงค์หักมุม 2

3 9.1 ตลาดผูกขาดที่แท้จริง (Pure Monopoly) ลักษณะของตลาดผูกขาดแท้จริง หน่วยผลิตเป็นผู้ผูกขาดในการผลิต/ขายสินค้าเพียงรายเดียว หน่วยผลิตจึงเป็นอุตสาหกรรม สินค้าที่ผลิตขึ้นมีความแตกต่างจากผู้อื่น และไม่มีสินค้าอื่นที่ใช้ ทดแทนได้ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ไขว้ (Cross Elasticity) มี ค่าเป็นศูนย์ ผู้ผลิตรายใหม่ไม่สามารถเข้ามาทำการผลิตสินค้าชนิดนี้ได้ เนื่องจากผู้ผลิตรายเดิมสามารถสร้างอุปสรรคกีดขวางได้ (Barrier to Entry) จากลักษณะตลาดดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิตมีอิทธิพลในการกำหนด ราคาหรือปริมาณสินค้าในตลาด 3

4 9.1.2 สาเหตุของการผูกขาด ผู้ผลิตดังกล่าวเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตแต่เพียงผู้เดียว ผู้ผลิตจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในผลผลิตของตนไว้ โดยอำนาจของ กฎหมายทำให้ผู้ผลิตรายอื่นไม่สามารถเข้ามาผลิตแข่งขันได้ รัฐบาลให้สัมปทานในการผลิตกับผู้ผลิตรายเดียว เช่น กิจการ สาธารณูปโภค เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจและสังคมส่วนรวม การผลิตที่จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก จึงจะทำการผลิตได้ อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ เช่น กิจการสาธารณูปโภค ทำให้ ผู้ผลิตรายใหม่ที่มีขนาดเล็กกว่าและทุนน้อยกว่า ไม่สามารถเข้ามา ทำการแข่งขันได้เป็นกิจการผูกขาดโดยธรรมชาติ (Natural Monopoly) ผู้ผลิตมีการรวมกลุ่มกันผูกขาด ซึ่งหลายประเทศถือเป็นสิ่งผิด กฎหมาย เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา 4

5 9.1.3 เส้นอุปสงค์ที่ผู้ผูกขาดเผชิญ การที่มีผู้ขายรายเดียวในตลาด ทำให้ผู้ผูกขาดมีอิทธิพลในการกำหนด ราคา เรียกว่า Price Maker แต่ถ้ากำหนดราคาสูง  ปริมาณขายจะน้อย หากกำหนดราคาต่ำ  ปริมาณขายจะมาก เส้นอุปสงค์ที่ผู้ผลิตเผชิญเป็นเส้นที่ทอดลงจากซ้ายไปขวา มี slope เป็น ลบ ทำให้ MR

6 เส้นอุปสงค์ อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์ เปลี่ยน และเมื่อเส้นอุปสงค์เปลี่ยนไป เส้น MR ก็จะเปลี่ยนไปด้วย P P D=AR MR D=AR MR Q Q 0 0 6

7 1. การหาผลผลิตที่กำไร สูงสุดในระยะสั้น การหาผลผลิตที่ทำให้ได้กำไรสูงสุด วิธีรวม (Total Approach) ผู้ผลิตมีกำไรสูงสุด เมื่อผลิต Q ที่ TR ห่างจาก TC มากที่สุด และ TR อยู่เหนือ TC ซึ่งที่ Q นั้น slope TR=slope TC Q Q Q2Q2 Q1Q1 A B TR TC TR, TC Q2Q2 Q Q1Q1 Q 0 กำไร 0  ผู้ผลิตกำไรสูงสุดเมื่อผลิต สินค้า OQ หน่วย โดยมีกำไร เท่ากับ AB  7

8 วิธีส่วนเพิ่ม (Marginal Approach) ผู้ผลิตมีกำไรสูงสุดเมื่อผลิต Q ที่ MC=MR ในช่วงที่ MC กำลัง  MR MC E MC, MR Q 0 Q ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าที่ MC=MR โดยผลิต OQ หน่วย ดุลยภาพอยู่ที่จุด E แต่ราคาขายเป็นไปตามเส้นอุปสงค์หรือเส้น AR 8

9 2. การหาผลผลิตที่กำไรสูงสุดในระยะยาว วิธีรวม (Total Approach) ผลิต ณ Q ที่ slope TR=slope LTC โดย TR ห่างจาก LTC มากที่สุด และ TR อยู่เหนือ LTC Q Q A B TR LTC TR, TC 0 9

10 วิธีส่วนเพิ่ม (Marginal Approach) MR LMC E MC, MR Q 0 ในตลาดผูกขาดไม่มีผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาแข่งขัน หากผู้ผูกขาดมี กำไรเกินปกติ (Excess Profit) ซึ่งเป็นกำไรของผู้ผูกขาด (Monopoly Profit) โดยสามารถรักษากำไรนี้ไว้ได้ถ้ารัฐบาลไม่เข้า มาแทรกแซงการกำหนดราคา จะผลิต ณ จุดที่ LMC = MR ในขณะที่ LMC กำลัง  ดังรูป Q 10

11 1) การกำหนดผลผลิตเมื่อไม่มีการควบคุมราคา ดุลยภาพในระยะสั้นของผู้ผูกขาด ปริมาณ Q ที่ได้กำไรสูงสุด อยู่ที่ MC=MR MR MC AC D=AR Q Q I F E 0 P,C P P1P1 โดยปกติผู้ผูกขาดมีกำไรเกินปกติ (TR>TC) คือได้ Monopoly Profit ในกรณีที่ผู้ผูกขาดมีกำไรเกินปกติ ดุลยภาพอยู่ที่ MC=MR ที่จุด E ผลิต OQ หน่วย ราคา = OP บาท TR = OPFQ TC = OP 1 IQ มีกำไรเกินปกติ = P 1 PFI แต่ผู้ผูกขาดอาจขาดทุนหรือมีเพียงกำไรปกติก็ได้ ในระยะสั้น หากผู้ผลิตขาดทุน จะยังผลิตต่อไป ถ้า TR>TVC หรือAR>AVC และจะเลิกผลิตเมื่อ AR

12 ในกรณีที่ผู้ผูกขาดขาดทุน ดุลยภาพอยู่ที่ MC=MR ที่จุด E ผลิต OQ หน่วย ราคา = OP บาท TR = OPFQ TC = OP 1 IQ TRAVC แม้จะขาดทุน ผู้ผลิตยังผลิตต่อ เพราะชดเชยการขาดทุน TFC ได้บางส่วน P MR MC ATC D=AR Q Q I F E 0 P,C P1P1 AVC 12

13 MR ' MC D=AR Q Q E 0 P,C P P'P' D ' =AR ' MR ' MC D=AR Q Q E 0 P,C P D'=AR' MR E' Q'Q' ไม่อาจหาเส้นอุปทานระยะสั้นของผู้ผูกขาดได้ เนื่องจากเส้นอุปทานแสดงความสัมพันธ์ ระหว่าง Q และ P ที่แน่นอน แต่กรณีตลาดผูกขาด Q จำนวนหนึ่งอาจสัมพันธ์กับ P ได้ หลาย P หรือ P หนึ่งอาจสัมพันธ์กับ Q ที่ขายได้หลายจำนวน ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่น ของอุปสงค์ต่อราคา และตำแหน่งของเส้นอุปสงค์ของผู้ผูกขาด ปริมาณดุลยภาพเดียวกัน แต่ราคาขาย แตกต่างกัน สินค้า OQ หน่วย มีราคา ขาย 2 ราคา คือ OP และ OP ราคาเดียวกันแต่ปริมาณขายแตกต่างกัน ราคาขาย OP เดียวกัน มีปริมาณขาย 2 ปริมาณ คือ OQ และ OQ หน่วย เส้นอุปทานระยะสั้นของผู้ผูกขาด MR ในระยะสั้น (และระยะยาว) ไม่อาจหาเส้นอุปทานของผู้ผูกขาดได้ 13

14 1) การกำหนดผลผลิตเมื่อรัฐบาลควบคุมราคา กิจการบางอย่างอาจจำเป็นต้องมีการผูกขาด จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจโดยรวม เช่น กิจการสาธารณูปโภค หากรัฐบาลปล่อยให้กำหนดราคาหรือปริมาณผลิตโดยเสรี คือได้กำไร สูงสุดที่ MC=MR อาจเกิดการแสวงหากำไรมากเกินไป หรือมีการผลิต น้อยเกินไปหรือไม่เต็มประสิทธิภาพ การผลิตที่ MC=MR นั้น P>MC แสดงว่าผลิตสินค้าน้อยกว่าความ ต้องการของผู้บริโภค การควบคุมการกำหนดราคาของรัฐบาลของผู้ผูกขาด กำหนดราคาที่ P=MC เรียกว่า Ideal Price ซึ่งทำให้การจัดสรร ทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปกติผู้ผลิตอาจยังมีกำไรอยู่ แต่ หากผู้ผลิตขาดทุน รัฐบาลต้องให้เงินอุดหนุนในส่วนที่ขาดทุนนั้น กำหนดราคาที่ P=AC เรียกว่า Fair Price ซึ่งแม้จะไม่ใช่การจัดสรร ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็จริง แต่การจัดสรรทรัพยากรดีขึ้น กว่าการปล่อยให้ผู้ผูกขาดกำหนดราคาเอง โดยผู้ผลิตมีเพียงกำไร ปกติ (Normal Profit) เท่านั้น 14

15 AC D=AR Q MC Q1Q1 Q2Q2 P,C 0 H M E K F I Q MR ผู้ผูกขาดผลิตที่ MC=MR ที่จุด E ผลิต OQ หน่วย กำหนดราคา HQ ผู้ผลิตมีกำไรเกินปกติ HM ต่อหน่วย เป็นการผลิตที่ P>MC ทำให้ผลผลิตน้อยกว่าความต้องการ รัฐบาลแทรกแซง กำหนด P=MC การผลิตอยู่ที่จุด F ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น OQ 1 หน่วย และผู้ผลิตยังคงมีกำไรเกินปกติ FK ต่อหน่วย รัฐบาลแทรกแซงกำหนด P=AC การผลิตอยู่ที่จุด I ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น OQ 2 หน่วย ขายในราคา IQ 2 ผู้ผลิตมีเพียงกำไรปกติ รัฐบาลแทรกแซงการกำหนดราคา 15

16 การกำหนดที่ P=AC การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เหมือนการผลิตที่ P=MC L M K F I MR AC D=AR Q MC Q1Q1 Q2Q2 P,C E Q 0 รัฐบาลแทรกแซง โดยกำหนดให้ผลิตที่ P=MC ในกรณีที่ผู้ผลิตขาดทุน ผู้ผูกขาดผลิตที่ MC=MR ที่จุด E ผลิต OQ หน่วย กำหนดราคา LQ ผู้ผลิตมีกำไรเกินปกติ LM ต่อหน่วย เป็นการผลิตที่ P>MC ทำให้ผลผลิตน้อยกว่าความต้องการ รัฐบาลแทรกแซง กำหนด P=MC การผลิตอยู่ที่จุด F ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น OQ 2 หน่วย แต่ผู้ผลิตขาดทุน IF ต่อหน่วย รัฐบาลต้องให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ผลิต รัฐบาลแทรกแซงกำหนด P=AC การผลิตอยู่ที่จุด K ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น OQ 1 หน่วย แต่ P>MC (Q น้อยไป) แต่ผู้ผลิตได้กำไรปกติ 16

17 9.1.6 ดุลยภาพในระยะยาวของผู้ผูกขาด ในระยะยาว ผู้ผูกขาดสามารถเลือกขนาดโรงงาน หรืออาจเลิกกิจการได้ ดุลยภาพในระยะยาวคือ ผู้ผูกขาดผลิตที่ LMC=MR ได้กำไรสูงสุด กว่าการ ใช้โรงงานขนาดอื่นๆ ผู้ผูกขาดอาจมีกำไรปกติ ถ้า LMC=MR โดย AR=LAC ผู้ผูกขาดอาจขาดทุน ถ้า LMC=MR โดย AR

18 9.1.7 เปรียบเทียบตลาดผูกขาดแท้จริงกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ประเด็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ตลาดผูกขาดแท้จริง เส้นอุปสงค์ที่เผชิญ เป็นเส้นตรงขนานกับ แกนนอน เป็นเส้นทอดจากซ้ายไป ขวา D=AR=MR=P D=AR=P  MR การกำหนดราคา ไม่มีอำนาจ เป็น Price Taker มีอำนาจกำหนด เป็น Price Maker ระดับผลผลิตผลิตที่ P=MC=MRผลิตที่ P > MC=MR กำไรหรือขาดทุน – ระยะสั้นกำไร ; ขาดทุน – ระยะยาวกำไรปกติมีกำไรเกินปกติ ขนาดโรงงานผลิต ในระยะยาว ที่ Optimum Size เท่านั้น ขนาดโรงงานไม่จำเป็น ต้องเป็น Optimum Size 18

19 9.2 ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition) ลักษณะของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด มีผู้ขายจำนวนมากราย จนการดำเนินการของผู้ผลิตแต่ละรายไม่กระทบถึงกัน ไม่มีสิ่งกีดขวางสำหรับผู้ผลิตหน้าใหม่จะเข้ามาแข่งขันในตลาด ไม่มีการรวมหัวกันของผู้ผลิตในตลาด สินค้าของผู้ผลิตหรือผู้ขายแต่ละรายแตกต่างกัน แต่ใช้ทดแทนกันได้ (Differentiated Product) ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่สำคัญของตลาด ทำให้ ผู้ผลิตแต่ละรายมีอำนาจผูกขาดในสินค้าของตนอยู่บ้าง หากผู้ผลิตทำให้สินค้า ตนเองแตกต่างจากของผู้ผลผลิตรายอื่นได้มากเท่าใด อำนาจการผูกขาดก็มาก ขึ้นเท่านั้น การมีสินค้าอื่นทดแทนได้ จึงทำให้มีการแข่งขันกัน การตั้งราคาจึงต้องคำนึงถึงการทดแทนกันของสินค้าอื่น มีการใช้นโยบายส่งเสริมการขาย เพื่อเป็นการเพิ่มอุปสงค์ ซึ่งหากทำได้อุปสงค์ จะเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลดราคาสินค้า ดังนั้นกำไรจึงมากขึ้นหรือขาดทุนน้อยลง 19

20 9.2.2 ลักษณะของเส้นอุปสงค์ที่ผู้ผลิตเผชิญ การที่สินค้ามีความแตกต่างกัน และมีสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ ทำให้ เส้นอุปสงค์ที่ผู้ผลิตเผชิญเป็นเส้นทอดลงจากซ้ายไปขวา มี slope เป็นลบ แต่มีความชันน้อยกว่าเส้นอุปสงค์ในตลาดผูกขาดแท้จริง การขายสินค้าเพิ่มขึ้น MR จะ < AR ทุกๆ ระดับ เส้น MR เป็นเส้นแบ่งครึ่งเส้นอุปสงค์ และ D=AR=P  MR P D=AR=P MR Q 0 20

21 9.2.3 ดุลยภาพระยะสั้นของผู้ผลิต ดุลยภาพการผลิตระยะสั้นของผู้ผลิตในตลาดกึ่งแข่งขันผูกขาดอยู่ที่ MC=MR (โดย Slope MC > Slope MR) และตั้งราคาบนเส้น AR (หรือเส้นอุปสงค์) เหมือนกันกับกรณีของผู้ผลิตในตลาดผูกขาด ผู้ผลิตมีโอกาสที่จะได้รับกำไร ส่วนเกิน กำไรปกติ หรือขาดทุนตราบเท่าที่ราคา AR > AVC การขาดทุนที่เกิด ยังน้อยกว่าต้นทุนคงที่ ผู้ผลิตจะยังคงทำการผลิตต่อไป 0 AR MR Price, Cost, Revenue Q MC P AC P1P1 F I รูปนี้ได้กำไร. Q E 21

22 9.2.3 ดุลยภาพระยะยาวของผู้ผลิต P LMC LAC F P D=AR E MR Q Q 0 ในระยะยาว ผู้ผลิตมีแนวโน้มได้รับเพียงกำไรปกติเท่านั้น คือ P=AC เนื่องจากในระยะ ยาวผู้ผลิตรายใหม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้โดยเสรี ตราบที่ผู้ผลิตมีกำไรเกินปกติ ผู้ผลิตรายใหม่จะเข้ามาแข่งขันเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด ผู้ผลิตมีเพียงกำไรปกติ ดุลยภาพระยะยาวอยู่ที่ LMC=MR=SMC และ AR=LAC=SAC ในระยะยาวผู้ผลิตอาจมีกำไรเกินปกติได้หากสร้างอำนาจผูกขาดของตนเองได้มาก ในระยะยาวผู้ผลิตไม่ได้ใช้ขนาดของโรงงานที่จุดต่ำสุดของ LAC แสดงว่ามีการ ผลิตสินค้าต่ำกว่าที่ควรผลิตในระดับต้นทุนต่ำสุด การใช้ทรัพยากรยังไม่ได้ ประโยชน์เต็มที่ ดุลยภาพอยู่ที่จุด E ผลิต OQ หน่วย ในราคา OP TR=TC=OPFQ ผู้ผลิตมีเพียงกำไรปกติ 22

23 9.3 ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) ลักษณะของตลาดผู้ขายน้อยราย มีผู้ผลิตหรือผู้ขายจำนวนน้อยราย คือตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ในกรณีของ ผู้ขายน้อยราย เรียกตลาดว่า Duopoly การดำเนินนโยบายของผู้ผลิตหรือผู้ขายในตลาดมีผลกระทบต่อกัน สินค้าในตลาดอาจจะมีลักษณะเหมือนกัน (Homogeneous Product) หรือ แตกต่างกันแต่สามารถใช้ทดแทนกันได้ (Differentiated Product) ถ้าเป็นตลาดผู้ขายน้อยรายที่ผลิตสินค้าที่เหมือนกันเรียกว่า “Pure Oligopoly” แต่ถ้าเป็นตลาดผู้ขายน้อยรายที่ผลิตสินค้า แตกต่างกันแต่ใช้ทดแทนกันได้ เรียกว่า “Differentiated Oligopoly” การเข้ามาผลิตแข่งขันของผู้ผลิตรายใหม่จะทำได้ยาก มีการแข่งขันทั้งทางด้านที่ใช้ราคา (Price Competition) แต่ไม่นิยม โดยมักใช้การแข่งขันที่ไม่ใช้ราคา (Non–price Competition) เช่น การปรับปรุงคุณภาพสินค้า การส่งเสริมการขาย การโฆษณา เพื่อเป็น การเพิ่มอุปสงค์ 23

24 9.3.2 ลักษณะของเส้นอุปสงค์ที่ผู้ผลิตเผชิญ เส้นอุปสงค์ในตลาดผู้ขายน้อยราย มี slope เป็นลบเหมือน ๆ กับตลาด ไม่แข่งขันสมบูรณ์แบบอื่น ๆ นั่นคือการที่ผู้ขายจะขายสินค้า  ต้องลด ราคาลงมา การผลิตเพื่อได้กำไรสูงสุดจะอยู่ ณ จุดที่ MC = MR การวิเคราะห์ราคาและปริมาณผลผลิตที่กำไรสูงสุดในตลาดผู้ขายน้อย ราย จะมีความยุ่งยากกว่าตลาดแบบอื่นๆ เพราะเส้นอุปสงค์ของผู้ผลิต ในตลาดนี้ไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนเหมือนตลาดแบบอื่น ๆ ขึ้นอยู่ กับการโต้ตอบของผู้ผลิตรายอื่นด้วย ลักษณะของตลาดผู้ขายน้อยราย ทำให้การดำเนินนโยบายของผู้ผลิต ในตลาดมีแนวโน้มแตกต่างกัน ตามระดับของความสัมพันธ์ ใน 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ กรณีที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายมีการรวมตัวกัน และกรณีที่ ผู้ผลิตหรือผู้ขายมีการดำเนินนโยบายอย่างอิสระ 24

25 กรณีที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายมีการรวมตัวกัน (Collusion) กรณีที่ผู้ผลิตผลิตสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน อาจมีการรวมตัวกันอย่าง สมบูรณ์ (Perfect Collusion) หรือไม่สมบูรณ์ (Imperfect Collusion) การรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ (Perfect Collusion หรือ Cartel) เป็นการ รวมตัวกันของผู้ผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมหรือตลาดหนึ่งๆ มีจุดมุ่งหมายที่จะ โยกย้ายอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินการของผู้ผลิตแต่ละรายมาไว้ที่ ส่วนกลาง โดยคาดหมายว่าจะทำให้กำไรของผู้ผลิตแต่ละรายเพิ่มสูงขึ้น Cartel ที่มีการรวมอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ เรียกว่า Centralized Cartel Cartel ที่มีอำนาจเพียงแบ่งส่วนแบ่งตลาดเท่ากันในกลุ่ม เรียกว่า Market-Sharing Cartel การรวมตัวกันอย่างไม่สมบูรณ์ (Imperfect Collusion) เป็นรูปแบบการ รวมตัวที่ไม่เคร่งครัด โดยมักผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งในตลาดเป็นผู้นำด้านการ กำหนดราคา หรือเรียกว่า Price Leadership ผู้นำราคาเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุน ต่ำสุด หรือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่มากในอุตสาหกรรมหรือตลาด หรือเกิดจาก ผู้ผลิตที่มีประสบการณ์มากที่สุด 25

26 การที่ผู้ผลิตในตลาดผู้ขายน้อยรายไม่ใช้การแข่งขันด้าน ราคา มีเหตุผล 3 ประการ คือ  การลดราคาสินค้าไม่ช่วยให้สามารถขายสินค้าเพิ่มขึ้นได้มากนัก เพราะคู่แข่งขันจะโต้ตอบด้วยการลดราคาทันที  ผู้ขายเชื่อว่าสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้โดยการปรับปรุงคุณภาพ สินค้า ซึ่งทำได้ดีกว่าและถาวรกว่าการใช้ราคา การลอกเลียนแบบ หรือคุณภาพ ต้องใช้เวลานานกว่าและทำได้ยากกว่า  เนื่องจากผู้ขายน้อยรายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่มีจำนวนผลผลิตและ ฐานะการเงินสูงมาก สามารถลงทุนโฆษณาสินค้าและพัฒนา คุณภาพของสินค้า 26

27 ตลาดผู้ขายน้อยรายที่ผลิตสินค้าที่มีลักษณะแตกต่างกันแต่สามารถใช้ ทดแทนกันได้ ผู้ผลิตจะมีการดำเนินนโยบายอย่างอิสระ มีแบบจำลองจำนวนมากที่ใช้อธิบายถึงการดำเนินนโยบายลักษณะนี้ ในตลาดผู้ขายน้อยราย มีการตั้งข้อสังเกตว่า ราคาในตลาดค่อนข้างตายตัว (Price Rigidity) คือไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ และอุปทาน แบบจำลองที่อธิบายแนวความคิดนี้คือ แบบจำลองอุปสงค์หักมุม (Kinked Demand Curve) ของ Paul Sweezy อธิบายว่าทำไมราคาสินค้า ในตลาดผู้ขายน้อยรายจึงมีแนวโน้มคงที่ โดยใช้เส้นอุปสงค์ที่มีลักษณะหักมุม ณ ระดับราคาตลาด จากการที่ผู้ขายน้อยรายดำเนินนโยบายอิสระ หากมีการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าจะมีผลกระทบต่อผู้ขายรายอื่นในตลาด ทำให้ผู้ขาย มักไม่เปลี่ยนแปลงราคา แม้ว่าต้นทุนการผลิตอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ราคา จะยังอยู่ตรงเส้นอุปสงค์หักมุมพอดี พฤติกรรมสำคัญของผู้ผลิตในตลาด ผู้ขายน้อยรายตามแบบจำลองนี้คือถ้าผู้ผลิตอื่นขึ้นราคาจะไม่ขึ้นราคาตาม แต่ถ้าผู้ผลิตอื่นลดราคาจะลดราคาตาม การวิเคราะห์ดุลยภาพของตลาดผู้ขายน้อยราย ตามแบบจำลองอุปสงค์หักมุม (Kinked Demand Curve) 27

28 P A Q 0 P D E การที่เส้นอุปสงค์เป็น Kinked Demand Curve เพราะ ถ้าผู้ผลิตรายใดลดราคาสินค้า คนอื่นในตลาดจะลดราคาตาม หรือ อาจจะลดราคาต่ำกว่าด้วยซ้ำ ผลทำให้ปริมาณสินค้าจะเพิ่มขึ้นไม่มาก นัก เส้นอุปสงค์ช่วง ED จึงมี Ed เป็น inelastic ถ้าผู้ผลิตรายใดขึ้นราคาสินค้า คนอื่นในตลาดจะไม่เปลี่ยนแปลงราคา ตาม ผลคือปริมาณขายของผู้ผลิตรายดังกล่าวจะลดลงมากกว่าที่คาดไว้ หรืออาจขายไม่ได้ ทำให้เส้นอุปสงค์ช่วง AE จึงมี Ed เป็น Elastic 28

29 เมื่อเส้นอุปสงค์ในตลาดผู้ขายน้อยรายเป็นเส้นอุปสงค์หักงอ ทำให้เส้น MR มีการขาดช่วงตรงราคาตลาด โดยเส้น MR มี 2 ช่วง เส้น APD เป็นเส้นอุปสงค์หักงอ ทำให้เส้น MR เป็น 2 ช่วง คือ AB จะเป็นเส้น MR ของอุปสงค์ช่วง AP ' และ CMR 2 เป็นเส้น MR ของอุปสงค์ช่วง P ' D P 0 Q Q MR1 AR1 AR2 MR 2 Kinked demand D P' A B C 29

30 ดุลยภาพการผลิต MC=MR เกิดในช่วงที่เส้น MR ขาดตอนคือช่วง BC ผลิต OQ หน่วย ราคา=OP เป็นราคาที่มุมของเส้นอุปสงค์พอดี โดยปกติ เส้น MR และ MC จะตัดกันในช่วงเส้น MR ขาดตอน และผู้ผลิตได้ กำไรสูงสุดโดยผลิตสินค้าและกำหนดราคาที่ค่อนข้างตายตัวที่มุมหักงอของ เส้นอุปสงค์ การที่ MR และ MC ตัดกันในช่วง MR ที่ไม่ขาดตอน เป็นไปได้ยากเพราะ ต้นทุนการผลิตต้องสูงหรือต่ำมาก จึงจะตัดในช่วง AE หรือ CMR แม้ว่าต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตจะ เปลี่ยนแปลง โดยลดหรือเพิ่มเป็น MC 1 หรือ MC 2 ก็มักไม่เกินจาก ช่วง MR ขาดตอน การแสวงหากำไรสูงสุดในการผลิต จึงยังอยู่ที่มุมหักงอของเส้นอุปสงค์ Kinked Demand Curve จึง อธิบายว่าทำไมราคาจึงมักไม่ เปลี่ยนแปลงในตลาดผู้ขาย น้อยราย แม้ว่าต้นทุนและอุป สงค์จะเปลี่ยนแปลงไป P MC 0 A E P B C D=AR Q Q 0 MR MC 1  MC 2  30


ดาวน์โหลด ppt บทที่ 9 การกำหนดราคาและผลผลิตในตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Price and Output Determination Under Imperfect Competition) ตลาดผูกขาดที่แท้จริง ลักษณะของตลาดผูกขาดแท้จริง.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google