งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

บทที่ 2 : การเรียนรู้ (Learning) 5.แบบฝึกหัด 4.Link ค้นคว้าเพิ่มเติม 3.ทฤษฎีการเรียนรู้ 2.ความหมาย ”การเรียนรู้” 1.บทนำ 3.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มพฤติกรรมนิยม.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "บทที่ 2 : การเรียนรู้ (Learning) 5.แบบฝึกหัด 4.Link ค้นคว้าเพิ่มเติม 3.ทฤษฎีการเรียนรู้ 2.ความหมาย ”การเรียนรู้” 1.บทนำ 3.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มพฤติกรรมนิยม."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 บทที่ 2 : การเรียนรู้ (Learning) 5.แบบฝึกหัด 4.Link ค้นคว้าเพิ่มเติม 3.ทฤษฎีการเรียนรู้ 2.ความหมาย ”การเรียนรู้” 1.บทนำ 3.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ 3.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มปัญญานิยม ทฤษฎีการเรียนรู้แบบหยั่งรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม  อาจารย์ชมพูนุท ศรีจันทร์นิล

2 1.นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายของการเรียนรู้ได้ 2.นักศึกษาสามารถจำแนกแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ ทฤษฎีการเรียนรู้ในแต่ละทฤษฎีได้ 3.นักศึกษาสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ การนำการทฤษฎีการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

3 1. บทนำ ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ กล่าวได้ว่า มนุษย์ถือเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่มีความสามารถในการ เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างมากมาย รวมทั้งยังมีความสามารถที่จะ ถ่ายทอดการเรียนรู้ที่ได้รับมาจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง ได้ และผลจากความสามารถในการเรียนรู้ของมนุษย์ดังกล่าว ส่งผลให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆมากมายทั้งพฤติกรรมใน เชิงสร้างสรรค์ที่ทำให้มนุษย์สมารถดำรงชีวิตและปรับตัวเข้ากับ สภาพแวดล้อมทางสังคมที่อาศัยอยู่ได้ และในทางตรงกันข้าม การเรียนรู้ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นก็อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ สร้างสรรค์ได้ด้วยเช่นกัน

4 1. บทนำ(ต่อ) จากความสำคัญของการเรียนรู้ดังกล่าวนี้จึงทำให้มี นักจิตวิทยาจำนวนมากที่ให้ความสนใจในการศึกษาถึง กระบวนการของการเรียนรู้ที่เป็นตัวนำไปสู่การแสดงพฤติกรรม ต่างๆของมนุษย์ เพื่อที่จะได้สามารถเข้าใจถึงที่มาของ พฤติกรรมในแง่มุมต่างๆของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน

5 2. ความหมายของ “การเรียนรู้” การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่าง ค่อนข้างถาวร อันเป็นผลจากการได้รับการฝึกฝน หรือมีประสบการณ์ (ไม่ใช่ เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดจาก วุฒิภาวะ หรือ ปฏิกริยาสะท้อนโดยอัตโนมัติของร่างกาย)

6 3. ทฤษฎีการเรียนรู้ นักจิตวิทยามองว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิตของบุคคล รวมทั้งเชื่อว่ามนุษย์สามารถเสริมสร้าง พัฒนา หรือเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมได้จากการเรียนรู้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีนักจิตวิทยา เป็นจำนวนมากที่ให้ความสนใจในการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับ กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อจะได้นำมาอธิบายและ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของพฤติกรรมต่างๆของ มนุษย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะได้สามารถทำนาย เสริมสร้าง พัฒนา และควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ซึ่งทฤษฎีการเรียนรู้ ที่มีชื่อเสียงนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายทฤษฎี โดยในบทนี้จะขอ นำเสนอเฉพาะบางทฤษฎีที่มีความสำคัญ ดังต่อไปนี้

7 ทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยา อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 3.1 ทฤษฎีการ เรียนรู้กลุ่ม พฤติกรรมนิยม (Behavioral Theory) 3.2 ทฤษฎีการ เรียนรู้กลุ่ม ปัญญานิยม (Cognitive theory)

8 3.1 ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavioral Theory) นักจิตวิทยาในกลุ่มพฤติกรรมนิยมอธิบายว่า การเรียนรู้ เกิดจากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า (S=stimulus) กับการตอบสนอง (R=response) ทฤษฎีที่สำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้วางเงื่อนไขแบบคลาสสิก 2. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทำ

9 3.1.1 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) อีแวน พาโตรวิช พาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov; )

10 3.1.1 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) ผู้พัฒนาทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก คือ อีแวน พาโตรวิช พาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov; ) นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย ผู้ซึ่งได้รับรางวัล โนเบลในปี 1904 เกี่ยวกับการวิจัยด้านระบบการย่อยอาหารของ สุนัข ในการศึกษาวิจัยดังกล่าวนี้ พาฟลอฟได้ทำการทดลอง โดยการนำผงเนื้อ (meat powder) ไปวางไว้ที่ลิ้นของสุนัข ซึ่ง ปรากฏว่าสุนัขมีน้ำลายไหลออกมา และหลังจากที่ทำการให้ผง เนื้อแก่สุนัขเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก พาฟลอฟก็ได้สังเกตเห็นว่าสุนัข มีน้ำลายไหลออกมา แม้เมื่อมันได้เห็นเพียงแค่จานอาหารของ มัน หรือแม้แต่เพียงแค่การได้ยินเสียงฝีเท้าของนักวิจัยผู้ที่ให้ อาหารแก่มัน

11 3.1.1 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสุนัขตัวนี้ได้เกิดการเรียนรู้ที่จะ เชื่อมโยงจานอาหารและเสียงฝีเท้าของผู้ให้อาหารเข้ากับ รสชาติของผงเนื้อ โดยพาฟลอฟเรียกปรากฏการณ์การ ตอบสนองของสุนัขต่อสิ่งเร้าเช่นนี้ว่า “การตอบสนองต่อ เงื่อนไข” อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พาฟลอฟพัฒนาทฤษฎีการ วางเงื่อนไขแบคลาสสิกขึ้น เพื่อทำการศึกษาว่าสุนัขสามารถ เรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงอาหารเข้ากับสิ่งเร้าอื่นๆได้อีกหรือไม่

12 การทดลองของพาฟลอฟ (Pavlov’s Classic Experiment)

13 พาฟลอฟได้ดำเนินการทดลองโดยให้สุนัขยืนบนแท่น ทดลองแล้วนำเครื่องรั้งมารั้งตัวสุนัขไม่ให้เคลื่อนที่ จากนั้นจึง เจาะรูเล็กๆที่แก้มของสุนัขแล้วนำหลอดยางใส่เชื่อมเข้าไปที่ ต่อมน้ำลาย เมื่อสุนัขน้ำลายไหล น้ำลายก็จะไหลเข้าไปยัง หลอดรับน้ำลาย เพื่อวัดปริมาณน้ำลายของสุนัข ด้วยวิธีการนี้ก็ จะทำให้ทราบว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้หรือไม่

14 การทดลองของพาฟลอฟ (Pavlov’s Classic Experiment) จากนั้นพาฟลอฟก็เริ่มการทดลองโดยทำการสั่นกระดิ่ง ก่อน หลังจากนั้นประมาณ วินาทีจึงยื่นผงเนื้อให้แก่ สุนัข ทำเช่นนี้อยู่ 7–8 วัน จึงให้เฉพาะแต่เสียงกระดิ่ง สุนัขก็มี อาการตอบสนองต่อสิ่งเร้าคือมีน้ำลายไหลออกมา ปรากฏการณ์ เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้การตอบสนองต่อ เงื่อนไขแล้ว ซึ่งสามารถแสดงการทดลองของพาฟลอฟได้ดังนี้

15 การทดลองของพาฟลอฟ (คลิกเพื่อดูตัวอย่างการทดลองของพาฟลอฟ) 2.ขั้นการวางเงื่อนไขกระดิ่ง+ผงเนื้อ น้ำลายไหล 3.ขั้นเรียนรู้กระดิ่ง น้ำลายไหล (ธรรมชาติ) กระดิ่งไม่ตอบสนอง 1.ขั้นก่อนวางเงื่อนไข ผงเนื้อ น้ำลายไหล ucs ucr cs ucsucr+cr cscr

16 องค์ประกอบของการวางเงื่อนไข แบบคลาสสิกของพาฟลอฟ จากการทดลองดังกล่าวพาฟลอฟได้กำหนดคำสำคัญ เพื่อใช้ในการอธิบายการทดลอง การวางเงื่อนไขแบบคลาสิกว่าจะต้องประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้ 1 1. UCS (Unconditioned Stimulus) สิ่งเร้าที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข คือ สิ่งเร้าที่สามารถกระตุ้นให้อินทรีย์เกิดการตอบสนองโดย อัตโนมัติ ซึ่งจากการทดลองของพาฟลอฟ ผงเนื้อ ถือเป็นสิ่งเร้า ที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข

17 องค์ประกอบของการวางเงื่อนไข แบบคลาสสิกของพาฟลอฟ 2. UCR (Unconditioned Response) การตอบสนองที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข คือ พฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยอัตโนมัติ ที่เกิดจากการ กระตุ้นของสิ่งเร้าที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข (UCS) ซึ่งจากการทดลอง ของพาฟลอฟการตอบสนองที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข คือ อาการน้ำลายไหล ของสุนัข เมื่อเห็นผงเนื้อ

18 องค์ประกอบของการวางเงื่อนไข แบบคลาสสิกของพาฟลอฟ 1 3. CS (Conditioned Stimulus) สิ่งเร้าที่ต้องวางเงื่อนไข คือ สิ่งเร้าที่ตัวของมันเองไม่ได้มีอิทธิพลที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรม ตอบสนองโดยตรง แต่ถ้าจะให้เกิดพฤติกรรมการตอบสนองจะต้อง มีการวางเงื่อนไข ในการทดลองของพาฟลอฟ เสียงกระดิ่ง เป็น สิ่งเร้าที่ต้องวางเงื่อนไขคู่กับผงเนื้อ สุนัขจึงจะเกิดพฤติกรรมการ ตอบสนองได้

19 องค์ประกอบของการวางเงื่อนไข แบบคลาสสิกของพาฟลอฟ 1 4. CR (Conditioned Response) การตอบสนองที่ต้องวางเงื่อนไข คือ พฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจาก การวางเงื่อนไขของสิ่งเร้า 2 อย่างร่วมกัน คือทั้งสิ่งเร้าที่ไม่ต้อง วางเงื่อนไขและสิ่งเร้าที่ต้องวางเงื่อนไข ซึ่งในการทดลองของพา ฟลอฟ อาการน้ำลายไหล ของสุนัข เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง ถือ เป็นการตอบสนองที่ต้องวางเงื่อนไข

20 เมื่อพาฟลอฟค้นพบการได้มาซึ่งการเรียนรู้แล้ว (Acquisition) พาฟลอฟได้ทำการทดลองต่อและค้นพบหลักการสำคัญของการวางเงื่อนไข แบบคลาสสิก ดังต่อไปนี้ 1. Extinction (การหยุดยั้งของพฤติกรรม) เมื่อสุนัขเกิดการเรียนรู้แล้ว (เมื่อให้แต่เสียงกระดิ่ง (CS) อย่างเดียวแล้วสุนัขน้ำลายไหล) พาฟลอฟทดลองต่อโดยให้แต่ เสียงกระดิ่ง (CS) อย่างเดียวไปเรื่อย ๆ โดยไม่ให้อาหาร (UCS) เลย ปรากฏว่าการตอบสนอง (น้ำลายไหล) ของสุนัขจะค่อยๆ ลดลง จนน้ำลายหยุดไหลในที่สุด ปรากฎการณ์เช่นนี้เรียกว่า สุนัขเกิดการ หยุดยั้งพฤติกรรม (Extinction) หรือเกิดการหดหายของพฤติกรรม

21 เมื่อพาฟลอฟค้นพบการได้มาซึ่งการเรียนรู้แล้ว (Acquisition) พาฟลอฟได้ทำการทดลองต่อและค้นพบหลักการสำคัญของการวางเงื่อนไข แบบคลาสสิก ดังต่อไปนี้ 2. Spontaneous Recovery (การฟื้นกลับมาใหม่ของพฤติกรรม) เมื่อเกิดการหยุดยั้งพฤติกรรมแล้ว หลังจากนั้นทิ้งช่วงเวลา ไว้สักระยะหนึ่ง แล้วทำการทดลองโดยให้เฉพาะเสียงกระดิ่ง (CS) เพียงอย่างเดียวอีกครั้ง ปรากฎว่าสุนัขเกิดอาการตอบสนอง คือมีน้ำลายกลับมาไหลใหม่อีกครั้ง จึงเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "การพื้นกลับมาใหม่ของพฤติกรรม”

22 เมื่อพาฟลอฟค้นพบการได้มาซึ่งการเรียนรู้แล้ว (Acquisition) พาฟลอฟได้ทำการทดลองต่อและค้นพบหลักการสำคัญของการวางเงื่อนไข แบบคลาสสิก ดังต่อไปนี้ 3. Generalization (การแผ่ขยายสิ่งเร้า) เมื่อสุนัขเกิดการเรียนรู้แล้ว พาฟลอฟได้ทดลองเปลี่ยน เสียงกระดิ่งใหม่ โดยเสียงใหม่นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับเสียงเดิม (อาจจะมีโทนเสียงสูงหรือต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย) ปรากฏว่าสุนัข เกิดการตอบสนอง คือมีอาการน้ำลายไหล ปรากฏการณ์เช่นนี้ เรียกว่า "การแผ่ขยายสิ่งเร้า"

23 เมื่อพาฟลอฟค้นพบการได้มาซึ่งการเรียนรู้แล้ว (Acquisition) พาฟลอฟได้ทำการทดลองต่อและค้นพบหลักการสำคัญของการวางเงื่อนไข แบบคลาสสิก ดังต่อไปนี้ 4. Discrimination (การแยกแยะสิ่งเร้า) พาฟลอฟได้ทดลองเปลี่ยนจากเสียงกระดิ่ง เป็นเสียงระฆัง ปรากฎว่าสุนัขไม่ตอบสนองแสดงว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้ที่จะแยกแยะ ความแตกต่างระหว่างเสียงกระดิ่งกับเสียงระฆัง และมีการตอบสนอง ต่างกันกับสิ่งเร้าที่มีลักษณะต่างไปจากเดิม

24 3.1.2 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning Theory) เบอร์ฮัส เอฟ สกินเนอร์ (Burrhus F. Skinner; )

25 3.1.2 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning Theory) ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย เบอร์ฮัส เอฟ สกินเนอร์ (Burrhus F. Skinner ; ) นักจิตวิทยาชาว อเมริกัน สกินเนอร์ได้ทำการทดลองทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบ การกระทำ และเผยแพร่จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1935 เป็นต้นมา

26 3.1.2 ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning Theory) ถึงแม้ว่าทฤษฎีการเรียนรู้แบบการกระทำของสกินเนอร์ จะได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของพาฟลอฟก็ตาม แต่ทั้ง สองทฤษฎีดังกล่าวต่างก็มีมุมมองที่มีต่อวิธีการวางเงื่อนไขที่ทำ ให้เกิดการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ทฤษฎีของพาฟลอฟให้ ความสำคัญกับ สิ่งเร้า ที่จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง และ เชื่อว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปฏิกิริยาสะท้อนโดยอัตโนมัติ ของร่างกายที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไขไว้แล้ว ส่วน ทฤษฎีของสกินเนอร์ให้ความสำคัญกับ ผลกรรม ที่ตามมา หลังจากการแสดงพฤติกรรม รวมทั้งเชื่อว่าพฤติกรรมที่ปรากฏ ออกมาเกิดจากการกระทำของตัวบุคคลเอง (Active) มากกว่าที่ จะเกิดขึ้นจากการกระตุ้นของสิ่งเร้า (Passive)

27 การทดลองของสกินเนอร์ (Skinner’s Experiment) การทดลองโดยการฝึกให้หนูกดคาน

28 การทดลองของสกินเนอร์ (Skinner’s Experiment) วิธีการทดลอง สกินเนอร์นำหนูที่กำลังหิวใส่เข้าไปใน กล่อง(Skinner’s box) ซึ่งภายในประกอบด้วยกลไกสำหรับการ ให้อาหาร นั่นก็คือ ถ้าหนูไปแตะโดนที่คาน ก็จะมีอาหารหล่นลง มา 1 ชิ้น ซึ่งปรากฏว่าเมื่อหนูเข้าไปในกล่อง มันก็วิ่งวนไปมาทั่ว กล่อง จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันบังเอิญวิ่งไปแตะที่คานจึงทำ ให้มีอาหารหล่นลงมา หนูจึงได้กินอาหาร พฤติกรรมเช่นนี้ เกิดขึ้นหลายครั้งจนกระทั่งครั้งหลังๆเมื่อหนูหิวและต้องการ อาการมันก็ตรงไปกดคานทันที แสดงว่าหนูได้เกิดการเรียนรู้ขึ้น แล้ว โดยมีคานเป็นสิ่งเร้า (Stimulus) และมีอาหารเป็นตัว เสริมแรง (Reinforcer) ที่ทำให้หนูเกิดการเรียนรู้ว่า ถ้าหากมัน กดคาน มันก็จะได้กินอาหารอีก ซึ่งสกินเนอร์เรียกพฤติกรรมการ เรียนรู้ที่เกิดขึ้นนี้ว่า “การเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการ กระทำ” (Operant Conditioning)

29 แนวคิดทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ จากการทดลองของสกินเนอร์ดังกล่าว เขาได้ขยายผล การทดลองโดยนำหลักการจัดเงื่อนไขผลกรรมมาศึกษา พฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ด้วย และพบว่าเงื่อนไขผลกรรมก็ เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยเช่นกัน สกินเนอร์อธิบายว่าพฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจาก การที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยพฤติกรรม (Behavior) ที่เกิดขึ้นของบุคคลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปตามผล กรรม (Consequence) ที่ตามมา ซึ่งสกินเนอร์ให้ความสำคัญ กับผลกรรม 2 ประเภท คือ

30 แนวคิดทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ 1. การเสริมแรง (Reinforcement) หากบุคคลได้รับผลกรรมที่เป็นตัวเสริมแรง (Reinforcer) ก็จะทำให้พฤติกรรมที่บุคคล กระทำนั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีก 2. การลงโทษ (Punishment) หากบุคคลได้รับผลกรรมที่เป็นตัวลงโทษ (Punisher) ก็จะทำให้พฤติกรรมที่บุคคล กระทำนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลงหรือยุติลง

31 1. การเสริมแรง (Reinforcement) Positive 1.1 การเสริมแรงทางบวก Positive Reinforcement Negative 1.2 การเสริมแรงทางลบ Negative Reinforcement การเสริมแรงมี 2 ประเภท คือ

32 1.1 การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) คือ การให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บุคคลพึงพอใจแล้วทำให้ พฤติกรรมที่บุคลนั้นกระทำอยู่มีความถี่เพิ่มขึ้น หรือทำให้ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีความสม่ำเสมอ ตัวอย่างการเสริมแรงทางบวก มิกิจังขับรถฝ่าไฟแดง ตำรวจไม่เห็นก็เลยไม่ถูกจับ ปรากฏว่าหลังจากนั้นมิกิจังก็มักจะขับรถฝ่าไฟแดงอยู่บ่อยๆ A (Antecedent)B (Behavior)C+ (Consequence) ไฟแดง ขับรถฝ่าไฟแดง ตำรวจไม่จับ

33 ประเภทของตัวเสริมแรง สิ่งที่มีศักยภาพเป็นตัวเสริมแรงได้นั้นมีดังต่อไปนี้ 2 ตัวเสริมแรงประเภทสิ่งของ (Material Reinforcers) 1 1 คือ การให้การเสริมแรงด้วยสิ่งของประเภทต่างๆ เช่น ของเล่น ของขวัญ อาหาร เป็นต้น ตัวเสริมแรงทางสังคม (Social Reinforcers) คือ การให้การเสริมแรงด้วยการพูดชมเชย และ การแสดงออกโดยใช้ท่าทาง เช่น การยิ้มให้ การโอบกอด การพยักหน้าแสดง การยอมรับ การมองด้วยความชื่นชม เป็นต้น

34 ประเภทของตัวเสริมแรง สิ่งที่มีศักยภาพเป็นตัวเสริมแรงได้นั้นมีดังต่อไปนี้ 3 ตัวเสริมแรงที่เป็นกิจกรรม (Activity Reinforcers) คือ การให้ตัวเสริมแรงที่เป็นกิจกรรมที่บุคคลชื่นชอบ มาช่วยเสริมแรงในกิจกรรมที่บุคคลไม่ค่อยชื่นชอบ หรือที่เรียก ว่า “หลักการพรีแมค” (Premack Principle) เช่น การให้เด็กเล่นคอมพิวเตอร์ เมื่อเด็กทำการบ้าน เสร็จแล้ว โดยวางเงื่อนไขว่าเด็กจะต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อน ที่จะไปเล่นคอมพิวเตอร์ได้

35 ประเภทของตัวเสริมแรง สิ่งที่มีศักยภาพเป็นตัวเสริมแรงได้นั้นมีดังต่อไปนี้ 4 ตัวเสริมแรงที่เป็นเบี้ยอรรถกร (Token Reinforcers) คือ การใช้เงิน คูปอง ดาว เบี้ย แต้ม แสตมป์ เป็น ตัวเสริมแรง โดยที่ตัวเสริมแรงนี้มีคุณค่าเป็นตัวเสริมแรงได้ เพราะสามารถนำไปแลกเป็นตัวเสริมแรงอื่นๆได้ เช่น ห้างสรรพสินค้าให้คูปองส่วนลด 1 ใบ เมื่อซื้อ สินค้าครบ 500 บาท ซึ่งคูปอง 1 ใบ มีค่าเท่ากับส่วนลด 15% ในการซื้อสินค้าครั้งต่อไป เป็นต้น

36 ประเภทของตัวเสริมแรง สิ่งที่มีศักยภาพเป็นตัวเสริมแรงได้นั้นมีดังต่อไปนี้ 5 ตัวเสริมแรงภายใน (Covert Reinforcers) คือ ตัวเสริมแรงที่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในใจ เช่น ความสุข ความสบายใจ ความภูมิใจ ความอิ่มเอมใจ เป็นต้น เช่น การที่คนเราชอบทำบุญเป็นประจำ เพราะทำแล้ว รู้สึกสบายใจ ความสบายใจที่ได้รับจาการทำบุญจึงเป็นตัวเสริมแรง จากภายในที่ทำให้เราทำบุญอยู่เสมอ

37 ตารางการเสริมแรง สกินเนอร์เห็นว่าปัจจัยที่สำคัญในการสร้างพฤติกรรม การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้ให้การเสริมแรง จะต้องมีความเข้าใจถึงวิธีการในการกำหนดระยะเวลาในการ เสริมแรง โดยสกินเนอร์ได้กำหนดวิธีการให้การเสริมแรงไว้ ดังต่อไปนี้

38 ตารางการเสริมแรง (ต่อ) 1. การเสริมแรงแบบต่อเนื่อง (Continuous Reinforcement) คือ การให้การเสริมแรงอย่างต่อเนื่องในทุก ครั้งที่บุคคลแสดงพฤติกรรมเป้าหมายได้ถูกต้อง ซึ่งเหมาะกับ การสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ในระยะเริ่มแรก 2. การเสริมแรงแบบครั้งคราว (Intermittent Reinforcement) คือ การให้การเสริมแรงเป็นครั้งคราวเมื่อ บุคคลแสดงพฤติกรรมเป้าหมายได้ถูกต้อง โดยสามารถให้การ เสริมแรงตามช่วงเวลาที่แสดงพฤติกรรมหรือตามจำนวนครั้งของ การแสดงพฤติกรรมก็ได้ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

39 ตารางการเสริมแรง (ต่อ) 2.1 การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่แน่นอน (Fixed Interval Schedule หรือ FI) เป็นการเสริมแรงที่ กำหนดเวลาของการเสริมแรงแบบตายตัวลงไปไม่ว่าจะแสดง พฤติกรรมเป้าหมายกี่ครั้งก็ตาม ซึ่งการเสริมแรงเช่นนี้จะทำให้ ความถี่ของพฤติกรรมเพิ่มมากขึ้นเมื่อใกล้ถึงช่วงเวลาของการ เสริมแรงและจะลดความถี่ลงเมื่อได้รับการเสริมแรงแล้ว เช่น พฤติกรรมการส่งงานของนักศึกษา จะเห็นได้ว่าเมื่อใกล้ถึงช่วง กำหนดส่งงานนักศึกษาจะมีความขยันทำงานส่งกันมาก แต่เมื่อ ส่งงานไปแล้ว ความขยันตรงนี้ก็จะลดลง และจะไปเพิ่มขึ้นอีก เมื่อใกล้ถึงช่วงเวลาการส่งงานชิ้นต่อๆไป

40 ตารางการเสริมแรง (ต่อ) 2.2 การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน (Variable interval Schedule หรือ VI) เป็นการเสริมแรงที่ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาของการเสริมแรงที่ตายตัวเอาไว้ โดยจะ กำหนดเป็นช่วงเวลาในการให้การเสริมแรง เช่น การจัดให้มีการ ทดสอบในระหว่างการเรียนหลายครั้ง โดยไม่ได้ระบุวันสอบไว้ ล่วงหน้า ก็จะทำให้ผู้เรียนจะต้องเตรียมตัวดูหนังสือไว้ล่วงหน้า ตลอดเวลา เพราะการทดสอบเกิดขึ้นในวันใดก็ได้เสมอ

41 ตารางการเสริมแรง (ต่อ) 2.3 การเสริมแรงตามจำนวนครั้งที่แน่นอน (Fixed Ratio Schedule หรือ FR) เป็นการให้การเสริมแรง เมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมเป้าหมายได้ครบจำนวนครั้งที่กำหนด ไว้ เช่น ถ้าตอบคำถามถูก 4 ครั้ง จึงจะได้คะแนน 1 คะแนน หรือถ้าเย็บผ้าได้ 100 ชิ้นจะได้เงิน 200 บาท เป็นต้น ซึ่งการให้ การเสริมแรงเช่นนี้จะทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเป้าหมายอย่าง รวดเร็ว แต่จะลดลงเมื่อได้รับการเสริมแรงในแต่ละครั้งแล้ว แล้ว จึงจะแสดงพฤติกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกว่าจะ ได้รับการเสริมแรงครั้งต่อไป

42 ตารางการเสริมแรง (ต่อ) 2.4 การเสริมแรงตามจำนวนครั้งที่ไม่แน่นอน (Variable Ratio Schedule หรือ VR) เป็นการให้การ เสริมแรงตามจำนวนครั้งของการแสดงพฤติกรรมเป้าหมายที่ไม่ คงที่ ซึ่งการให้การเสริมแรงลักษณะนี้บุคคลจะไม่รู้ได้เลยว่า ตนเองจะต้องแสดงพฤติกรรมเป้าหมายมากน้อยเพียงใดจึงจะ ได้รับการเสริมแรง ดังนั้น อัตราการแสดงพฤติกรรมเป้าหมายจึง สูงและมีความสม่ำเสมอ เช่น การซื้อหวย การเล่นการพนัน การ ขอทาน เป็นต้น

43 1.2 การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) เป็นการทำให้ความถี่ของพฤติกรรมคงที่หรือเพิ่มมาก ขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่เราทำพฤติกรรมดังกล่าวแล้วสามารถ หลีกหนีจากสิ่งที่เราไม่พึงพอใจ (Aversive Stimuli)ได้ ตัวอย่างการเสริมแรงทางลบ ชานนท์เห็นเพื่อนคนหนึ่งที่มาทำงานสายถูกเจ้านาย เรียกเข้าไปต่อว่า เขาจึงเกรงว่าหากตนเองยังคงมาทำงานสาย เขาก็อาจจะถูกเจ้านายเรียกไปต่อว่าด้วยเช่นกัน ชานนท์จึงปรับ พฤติกรรมตนเองโดยการมาทำงานเช้าขึ้น A (Antecedent)B (Behavior)C (Consequence) เห็นเพื่อนถูกเจ้านายต่อว่ามาทำงานเช้าขึ้นหลีกเลี่ยงการถูกเจ้านายต่อว่า

44 2. การลงโทษ (Punishment) คือ การให้ผลกรรมหลังจากที่บุคคลแสดงพฤติกรรม เพื่อทำให้ความถี่ของพฤติกรรม ลดลง หรือ ยุติลง ตัวอย่างการลงโทษ สมศักดิ์ทุจริตในการสอบวิชาจิตวิทยา และถูกครูจับได้ สมศักดิ์จึงติด F และถูกพักการเรียน หลังจากนั้นสุดหล่อก็ไม่ กล้าทุจริตในห้องสอบอีกเลย A (Antecedent)B (Behavior)C- (Consequence) การสอบ ทุจริต ติด F และถูกพักการเรียน

45 วิธีการลงโทษ การลงโทษมีวิธีการอยู่หลายวิธีด้วยกันดังต่อไปนี้ การลงโทษโดยการทำให้เกิดความเจ็บปวด ทางด้านร่างกาย (Physical Pain) เช่น แม่ลงโทษลูกด้วยการตีที่ลูกแอบขโมยเงิน 1 การตำหนิ (Reprimands) คือ การใช้ถ้อยคำเพื่อให้บุคคลได้ยุติ พฤติกรรมบางอย่างที่เขาแสดงออกมา เช่น ครูตำหนินักเรียนที่พูดคุยในห้องเรียน ว่า “หยุดคุยกันได้แล้วนะ” 2

46 3 วิธีการลงโทษ การลงโทษมีวิธีการอยู่หลายวิธีด้วยกันดังต่อไปนี้ การใช้เวลานอก (Time-out) คือ การทำให้บุคคลสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการ เสริมแรงทางบวกในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้บุคคลยุติ การกระทำเช่นนั้น เช่น การให้เด็กพูดคุยเล่นในห้องเรียนออกไปยืน ตรงมุมห้อง โดยไม่ให้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรมในชั้น เรียน เป็นต้น 4 การปรับสินไหม (Response Cost) คือ การถอดถอนการเสริมแรงทางบวกออกไป เมื่อบุคคลกระทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การหักคะแนนนักศึกษาที่แต่งตัวเรียบร้อย การถูกปรับเมื่อขับรถแล้วไม่คาดเข็ดขัดนิรภัย เป็นต้น

47 5 วิธีการลงโทษ การลงโทษมีวิธีการอยู่หลายวิธีด้วยกันดังต่อไปนี้ การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทำผิด (Overcorrection) เป็นวิธีการลงโทษโดยการให้บุคคลแก้ไข พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ อันประกอบด้วยวิธีการ 2 วิธีการ ดังนี้ 5.2 การแก้ไขให้ถูกต้องเกิน กว่าที่ทำผิดโดยการฝึกให้ กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น ลงโทษเด็กที่ทิ้ง ขยะไม่เป็นที่โดยการให้เด็กนำ ขยะไปทิ้งลงถังซ้ำกันไปมา หลายๆรอบ 5.1 การให้บุคคลแก้ไขในสิ่ง ที่ทำผิดให้ถูกต้องเกินกว่า ความผิดที่เกิดขึ้น เช่น ในกรณีของเด็ก ที่ทิ้งขยะไม่เป็นที่ ก็ทำโทษ โดยการให้เด็กทำความสะอาด บริเวณโดยรอบนั้นทั้งหมด

48 ข้อควรพิจารณาในการลงโทษ ถึงแม้ว่าในหลายๆสภาพการณ์ วิธีการลงโทษก็ดูจะ เป็นวิธีการหยุดยั้งพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ อย่างรวดเร็วก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่า ควรจะใช้วิธีการลงโทษหรือไม่ เพราะการลงโทษอาจนำมาซึ่ง ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงควรพิจารณาถึง ข้อดีและข้อจำกัดของการนำวิธีการลงโทษไปใช้ให้ถ่องแท้ เสียก่อน เพื่อให้การปรับพฤติกรรมบรรลุผลที่ตั้งไว้

49 ข้อดีของการลงโทษ การลงโทษช่วยให้พฤติกรรมที่ไม่ต้องการ ลดลงหรือยุติลงได้อย่างรวดเร็ว การลงโทษทำให้พฤติกรรมที่พึงปรารถนามี โอกาสเพิ่มขึ้นได้ 1. 2.

50 1. การลงโทษอาจก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ เช่น โกรธ ผิดหวัง ร้องไห้ เป็นต้น 2. การลงโทษอาจกระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าวได้ เช่น การด่าว่าผู้ที่ลงโทษตน การข่มขู่ การกระทืบเท้า หรือแม้กระทั่ง การทำร้ายร่างกายผู้อื่น 3. การลงโทษอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการหลีกหนี หรือเลี่ยงเลี่ยงจากสภาพแวดล้อมที่ตนถูกลงโทษ เช่น การวิ่งหนี หรือการแยกไปอยู่คนเดียว 4. การลงโทษไม่ได้ให้ผลของการหยุดพฤติกรรมอย่างถาวร เมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วถูกลงโทษ แต่เมื่อไปอยู่ในอีกสถานการณ์หนึ่งที่ไม่มีผู้ที่จะลงโทษเขาได้ พฤติกรรมอย่างเดิมก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก ข้อจำกัดของการลงโทษ

51 ข้อเสนอแนะในการลงโทษ สกินเนอร์เสนอแนะว่าควรใช้การลงโทษเป็นวิธี สุดท้าย ซึ่งแนวทางที่ดีสำหรับการหยุดยั้งพฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์ ก็คือ การใช้หลักการเสริมแรง (Reinforcement) เมื่อ บุคคลแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ควบคู่กับการหยุดยั้ง (Extinction) เมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และ หากจะใช้วีธีการลงโทษก็ควรจะบอกถึงการกระทำที่ทำให้ถูก ลงโทษ พร้อมทั้งทำการชี้แนะพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่ผู้ที่ถูก ลงโทษด้วย และเมื่อบุคคลได้แสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมก็ต้อง ไม่ละเลยที่จะให้การเสริมแรงแก่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นด้วย

52 3.2 ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม (Cognitive theory) ทฤษฎีในกลุ่มนี้อธิบายว่า การเรียนรู้เป็นผลของ กระบวนการคิด ความเข้าใจ การรับรู้สิ่งเร้าที่มากระตุ้น ผสมผสานกับประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาของบุคคล แล้วทำ ให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น ซึ่งการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ที่ ได้รับในปัจจุบันกับประสบการณ์ในอดีต จำเป็นต้องอาศัย กระบวนการทางปัญญาเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ที่สำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่ 1.ทฤษฎีการเรียนรู้แบบหยั่งรู้ 2.ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม

53 3.2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบหยั่งรู้ โวล์ฟกัง โคห์เลอร์ (Wolfgang Kohler; ) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน คือ ผู้ที่พัฒนาทฤษฎีนี้ โดยมีแนวความคิดที่ว่า เมื่อบุคคลประสบกับสิ่งเร้าหรือปัญหา บุคคลก็จะ เห็นโครงสร้างของปัญหาในภาพรวมก่อน แล้วจึง มองเห็นความสัมพันธ์ส่วนย่อยๆที่มาประกอบกัน ทั้งหมดจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในวิธีการ ที่จะจัดการกับสิ่งเร้าหรือปัญหานั้นได้ใน ทันทีทันใด ซึ่งโคห์เลอร์เรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ ว่า “การหยั่งรู้” (Insight) จากนั้นบุคคลจึง แสดงพฤติกรรมต่อสิ่งเร้านั้นตามการหยั่งรู้ของตน ซึ่งแสดงว่าบุคคลนั้นได้เกิดการเรียนรู้ขึ้นแล้ว และ เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างค่อนข้างถาวร

54 โคห์เลอร์ได้ทำการทดลองการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้กับ ลิงชิมแพนซีที่เขาเลี้ยงไว้ชื่อ “สุลต่าน” เพื่อศึกษาถึงวิธีการ แก้ปัญหาของลิงชิมแพนซี เพื่อทำการพิสูจน์ว่าการเรียนรู้นั้นเกิด จากการหยั่งรู้ (insight) การทดลองการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ของโคห์เลอร์ (Kohler’s Insight Learning Experiment)

55 การทดลองครั้งที่ 1 โคห์เลอร์นำสุลต่านที่กำลังหิวไปขังกรงไว้ โดยมีกล้วย วางอยู่ห่างจากกรงซึ่งสุลต่านเอื้อมไม่ถึง ส่วนภายในกรงก็มี ท่อนไม้ที่ยาวพอที่จะเขี่ยกล้วยได้ ซึ่งสุลต่านก็พยายามหา วิธีการต่างๆเพื่ออกไปจากกรง เช่น เอาเขย่ากรง เอามือเอื้อม ออกไปนอกกรง แต่เมื่อทำไม่สำเร็จ สุลต่านก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นสุลต่านได้มองไปที่ไม้และหันไปมองยังกล้วยที่วางอยู่ จากนั้นสุลต่านจึงลุกไปหยิบไม้และเขี่ยกล้วยมากินได้สำเร็จ

56 การทดลองการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ของโคห์เลอร์ (Kohler’s Insight Learning Experiment) การทดลองครั้งที่ 2 โคห์เลอร์นำสุลต่านมาขังกรงและนำกล้วยมาวางไว้ใน ตำแหน่งเดิม และมีวางไว้อยู่ 3 ท่อน โดยที่ไม้แต่ละท่อนมีความ ยาวไม่เพียงพอต่อการที่จะนำกล้วยมากินได้ แต่ถ้านำไม้มาต่อ กันก็จะได้ไม้ที่มีความยาวเพียงพอที่จะสอยกล้วยลงมาได้ ซึ่ง ปรากฏว่าสุลต่านได้พยายามนำไม้แต่ละท่อนมาลองเขี่ยไปยัง ผลกล้วย แต่ปรากฏว่าก็ไม่สามารถเขี่ยกล้วยได้ถึง มันจึงหยุด นิ่งลงสักครู่จากนั้นจึงนำไม้ 3 ท่อนมาต่อกันและนำกล้วยมากิน ได้เป็นผลสำเร็จ

57 การทดลองการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ของโคห์เลอร์ (Kohler’s Insight Learning Experiment) การทดลองครั้งที่ 3 โคห์เลอร์นำกล้วยไปแขวนไว้สูงโดยที่สุลต่านไม่ สามารถเอื้อมได้ถึง แต่มีลังไม้วางไว้ให้อยู่ 1 ใบ ซึ่งปรากฏว่าสุ ล่านได้มองไปรอบๆ เมื่อมันเห็นลังไม้ มันได้จ้องมองอยู่สักครู่ แล้วจึงเลื่อนลังไม้มาวางไว้ในตำแหน่งเดียวกับกล้วยที่แขวนอยู่ และนำกล้วยลงมากินได้สำเร็จ

58 การทดลองการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ของโคห์เลอร์ (Kohler’s Insight Learning Experiment) การทดลองครั้งที่ 4 ในการทดลองครั้งนี้ โคห์เลอร์ได้แขวนกล้วยไว้ใน ตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม และวางลังไม้ไว้ 3 ใบ ซึ่งปรากฏว่า สุลต่านได้นำลังไม้มาไว้ในตำแหน่งเดียวกับที่มีกล้วยแขวนอยู่ และลองเอื้อมหยิบกล้วยดู แต่เมื่อไม่สามาถนำกล้วยลงมาได้ สุลต่านได้นั่งจ้องมองกล้วยสักพักหนึ่ง จากนั้นมันจึงได้นำเอา ลังไม้ 2 ใบมาเรียงต่อกัน และลองเอื้อมหยิบกล้วยอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อไม่สำเร็จอีก มันจึงไปยกลังไม้ที่เหลืออีก 1 ใบมาเรียง ต่อกันเป็น 3 ใบ มันจึงมารถนำกล้วยลงมากินได้สำเร็จ

59 การทดลองการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ของโคห์เลอร์ (Kohler’s Insight Learning Experiment) จากการทดลองดังกล่าว โคห์เลอร์เห็นว่าการเรียนรู้ที่ซับซ้อนประกอบด้วยขั้น ของการเรียนรู้ 2 ขั้น คือ - ขั้นการได้มาซึ่งวิธีการแก้ปัญหา - ขั้นที่วิธีการแก้ปัญหาถูกเก็บไว้ในความทรงจำ และ ถูกดึงออกมาใช้เมื่อมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้น

60 สรุปหลักการสำคัญของการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ 123 การเรียนรู้เกิดจาก การรับรู้และเข้าใจถึง ความสัมพันธ์ของสิ่ง เร้าต่างๆเป็น ภาพรวมแล้วจึง สามารถมองเห็น วิธีการแก้ปัญหาได้ โดยทันทีทันใด จึง เรียกว่าการหยั่งรู้ (Insight) บุคคลที่จะสามารถ มองเห็น ความสัมพันธ์ต่าง ของสิ่งเร้าต่างๆได้ จะต้องมีระดับ สติปัญญาดี พอสมควรจึง สามารถแก้ปัญหา โดยการหยั่งรู้ได้ ประสบการณ์หรือ ความรู้เดิมถือเป็น ปัจจัยที่สำคัญที่ช่วย ให้เกิดการหยั่งรู้ถึง วิธีการแก้ปัญหาได้ อย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพมากขึ้น

61 ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมนี้ พัฒนาขึ้นโดย อัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura; 1925) นักจิตวิทยาชาวแคนาดา ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม (Social Cognitive Theory)

62 แบนดูรามองว่าแนวคิดของนักจิตวิทยาในกลุ่ม พฤติกรรมนิยมที่พิจารณาสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมของ บุคคลที่ปัจจัยภายนอกนั้นไม่คลอบคลุมถึงพฤติกรรมต่างๆของ มนุษย์อย่างเพียงพอ เพราะในความเป็นจริงแล้วมนุษย์มีปัญญา มีความคิด และมีความรู้สึก ดังนั้นปัจจัยภายในเหล่านี้ต่างหากที่ น่าจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคล ส่วนปัจจัยภายนอกนั้น น่าจะเป็นเพียงปัจจัยที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมเท่านั้น แต่มิใช่เป็น สาเหตุหลักที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคล โดยแบนดูรา ได้ทำการเสนอแนวความคิดดังกล่าวของเขาขึ้นในปี 1977 ใน ทฤษฎีที่ชื่อว่า “ทฤษฏีการเรียนรู้ทางสังคม” (Social Learning Theory) และต่อมาในปี 1986 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “ทฤษฎีการ เรียนรู้ทางปัญญาสังคม” (Social Cognitive Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม (Social Cognitive Theory)

63 1. แบนดูรามองว่าพฤติกรรมของบุคคลไม่ได้เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปเนื่องมาจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมแต่ เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีปัจจัยส่วนบุคคล อันได้แก่ ปัจจัย ทางด้านปัญญา และความรู้สึกนึกคิดภายในต่างๆ ร่วมกำหนด ซึ่งกันและกัน แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎี (Basic Concept of Social Cognitive Theory)

64 2. แบนดูรามองพฤติกรรมการเรียนรู้ในแง่ของ กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน นั่นคือ เพียงแค่การได้มาซึ่ง ความรู้ใหม่ๆ แบนดูราก็ถือว่าการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นแล้วกับบุคคล นั้น โดยที่บุคคลนั้นยังไม่จำเป็นต้องแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ นั้นออกมาทันที แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎี (Basic Concept of Social Cognitive Theory)

65 3. แบนดูราเห็นว่าการเสริมแรงไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ ทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ แต่การเสริมแรงเป็นเพียงปัจจัยที่จูง ใจให้คนแสดงพฤติกรรมเท่านั้น เนื่องจากแบนดูราเชื่อว่าคนเรา ส่วนใหญ่เรียนรู้พฤติกรรมผ่านการสังเกตจากตัวแบบแทบทั้งสิ้น แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎี (Basic Concept of Social Cognitive Theory)

66 ตัวอย่างการทดลองของแบนดูรา ในการทดลอง แบนดูราได้แบ่งเด็กก่อนวัยเรียน ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยให้เด็กทั้ง 3 กลุ่มได้ภาพยนตร์ที่มีตัวแบบ ผู้ใหญ่ 2 คนที่ทั้งชกต่อย ทั้งเตะและขว้างปาสิ่งของใส่ตุ๊กตา ยาง โดยที่ตอนจบของภาพยนตร์ตัวแบบทั้ง 2 คนได้รับผลที่มา ตามมาแตกต่างกัน ดังนี้ คือ เด็กในกลุ่มที่ 1 ได้ดูภาพยนตร์ที่ ตอนจบตัวแบบได้รับรางวัลซึ่งเป็นลูกอม เครื่องดื่มและคำ ชมเชย ส่วนเด็กในกลุ่มที่ 2 ได้ดูภาพยนตร์ที่ตอนจบตัวแบบที่ เป็นผู้ใหญ่ถูกลงโทษด้วยการตำหนิและเฆี่ยนตี และสำหรับเด็ก ในกลุ่มที่ 3 ได้ดูภาพยนตร์ที่ตอนจบตัวแบบไม่ได้รับผลกรรม ใดๆเลย การทดลองการเรียนรู้โดยการสังเกต (Bandura’s Experiment)

67 หลังจากนั้นผู้ทดลองได้นำเด็ก เข้าไปยังห้องที่มีทั้ง ตุ๊กตายางที่ปรากฏในภาพยนตร์ และของเล่นอื่นๆอยู่รวมกันใน ห้อง โดยปล่อยให้เด็กอยู่ในห้องเป็นเวลา 10 นาที ในระหว่างนี้ ผู้ทดลองได้ทำการสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมของเด็กใน ทุกๆครั้งที่เด็กแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเหมือนตัวแบบ การทดลองการเรียนรู้โดยการสังเกต (Bandura’s Experiment)

68 จากการทดลอง ปรากฏว่าเด็กในกลุ่มที่ 1 ที่ได้ดูตัว แบบที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวแล้วได้รับรางวัล ได้แสดงพฤติกรรม ก้าวร้าวกับตุ๊กตาตามตัวแบบที่ได้ดูมา และยังพบว่าเมื่อให้เด็ก ได้ลองแสดงพฤติกรรมที่เขาได้เรียนรู้มา เด็กๆทั้ง 3 กลุ่มต่างก็ สามารถแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบได้เท่าๆกัน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในเด็กกลุ่มที่ 3 ที่แม้จะไม่ได้เห็นตัวแบบก้าวร้าวได้รับผล กรรมใดๆจากการแสดงพฤติกรรม แต่เมื่อให้เด็กได้ลอง เลียนแบบพฤติกรรมที่ได้ดูมา เด็กก็สามารถเลียนแบบพฤติกรรม ตามตัวแบบได้อย่างแม่นยำเลยทีเดียว การทดลองการเรียนรู้โดยการสังเกต (Bandura’s Experiment)

69 ประเภทของตัวแบบ แบนดูราได้แบ่งตัวแบบออกเป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้ Live Model 1. ตัวแบบที่บุคคลในชีวิตจริง คือ ตัวแบบที่ บุคคลสามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้โดยตรงในชีวิตจริง เช่น พ่อ แม่ เพื่อน ครู เป็นต้น Symbolic Model 2. ตัวแบบที่เป็นสัญลักษณ์ คือ ตัวแบบที่เสนอ ผ่านสื่อ เช่น การ์ตูน วิทยุ โททัศน์ นิตยสาร เป็นต้น

70 หน้าที่ของตัวแบบ 1. ทำหน้าที่ในการเสริมสร้างพฤติกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้น เช่น การฝึกทำกับข้าวโดยดูตัวแบบจากแม่ หรือ การฝึกพิมพ์ดีดโดยดูตัวแบบจากครูผู้สอน 2. ทำหน้าที่ในการยับยั้งหรือควบคุมการเกิดขึ้น ของพฤติกรรม เมื่อตัวแบบแสดงพฤติกรรมแล้วได้รับผล กรรมที่ไม่น่าพึงพอใจ บุคคลที่สังเกตตัวแบบก็มีแนวโน้มที่ จะไม่แสดงพฤติกรรมตามตัวแบบ เช่น การที่บุคคลเห็นคนที่ เดินข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอยแล้วถูกรถชนเสียชีวิต ตัว แบบที่ได้รับผลกรรมที่ไม่น่าพึงพอใจเช่นนี้ ก็จะช่วยยับยั้ง พฤติกรรมการข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอยของบุคคลที่พบ เห็นตัวแบบนี้ได้

71 หน้าที่ของตัวแบบ 3. ทำหน้าที่ช่วยให้พฤติกรรมที่เคยเรียนรู้มาแล้ว ได้มีโอกาสแสดงออก โดยตัวแบบจะทำหน้าที่เป็น ตัวกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ออกมา เช่น การที่บุคคลสนใจในเรื่องการร้องเพลงอยู่แล้ว และได้เห็นตัว แบบศิลปินที่ร้องเพลงจนมีชื่อเสียงโด่งดัง บุคคลจึงเกิดแรง บันดาลใจที่จะไปประกวดร้องเพลงบ้าง เป็นต้น

72 กระบวนการเรียนรู้ผ่านตัวแบบ ในการเรียนรู้โดยการสังเกตผ่านตัวแบบนี้ ประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้ Click to add Title 1 กระบวนการใส่ใจ(Attention Process) เป็นกระบวนการที่บุคคลให้ความใส่ใจ สังเกตถึงพฤติกรรมของตัวแบบเพื่อที่จะได้ สามารถรับรู้ถึงพฤติกรรมของตัวแบบได้ อย่างชัดเจน 1 Click to add Title 2 กระบวนการจดจำ(Retention Process) เมื่อบุคคลใส่ใจที่จะสังเกตและ รับรู้ถึงพฤติกรรมของตัวแบบแล้ว บุคคลก็จะ ทำการจดจำพฤติกรรมที่สังเกตนั้นมาไว้ใน ความทรงจำของตน 2

73 กระบวนการเรียนรู้ผ่านตัวแบบ ในการเรียนรู้โดยการสังเกตผ่านตัวแบบนี้ ประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้ Click to add Title 1 กระบวนการกระทำ (Production Process) เป็นกระบวนการที่บุคคลแปลง ข้อมูลที่ได้รับมาจากการจดจำไว้มาแสดง เป็นการกระทำ ซึ่งบุคคลจะสามารถแสดง พฤติกรรมได้ดีเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่าบุคคล จดจำพฤติกรรมของตัวแบบที่ตนเองสังเกต มาได้มากน้อยเพียงใด 3 2

74 กระบวนการเรียนรู้ผ่านตัวแบบ ในการเรียนรู้โดยการสังเกตผ่านตัวแบบนี้ ประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้ Click to add Title 2 กระบวนการจูงใจ (Motivation Process) เป็นกระบวนการที่บุคคลเกิด แรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบ ซึ่งการที่บุคคลจะแสดงพฤติกรรมที่จดจำมา จากตัวแบบหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการ คาดหมายและความพึงพอใจของบุคคลที่ คาดว่าตนเองจะได้รับตัวเสริมแรงเมื่อได้ แสดงพฤติกรรมตามตัวแบบ ซึ่งตัวเสริมแรง นี้ก็เป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้บุคคลแสดง พฤติกรรม เช่น วัตถุสิ่งของ หรือ การได้รับ การยอมรับทางสังคม เป็นต้น 4

75 กระบวนการเรียนรู้ผ่านตัวแบบ ในการเรียนรู้โดยการสังเกตผ่านตัวแบบนี้ ประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้ นอกจากนี้แบนดูราได้เน้นว่ามนุษย์สามารถที่ จะตั้งมาตรฐานการกระทำของตนเอง โดยให้รางวัล หรือลงโทษตนเอง เมื่อสามารถบรรลุหรือไม่สามารถ บรรลุซึ่งมาตรฐานที่ตั้งไว้ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แบนดูราเชื่อว่าบุคคลสามารถควบคุมพฤติกรรมของ ตนเองได้

76 Link ค้นคว้าเพิ่มเติม


ดาวน์โหลด ppt บทที่ 2 : การเรียนรู้ (Learning) 5.แบบฝึกหัด 4.Link ค้นคว้าเพิ่มเติม 3.ทฤษฎีการเรียนรู้ 2.ความหมาย ”การเรียนรู้” 1.บทนำ 3.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มพฤติกรรมนิยม.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google