งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายของ เชาวน์ปัญญาได้ 1 นักศึกษาสามารถเกี่ยวกับแทฤษฎีเชาวน์ปัญญา ของ Thurstone ได้ 2 เชาวน์ปัญญา(Intelligence) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายของ เชาวน์ปัญญาได้ 1 นักศึกษาสามารถเกี่ยวกับแทฤษฎีเชาวน์ปัญญา ของ Thurstone ได้ 2 เชาวน์ปัญญา(Intelligence) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายของ เชาวน์ปัญญาได้ 1 นักศึกษาสามารถเกี่ยวกับแทฤษฎีเชาวน์ปัญญา ของ Thurstone ได้ 2 เชาวน์ปัญญา(Intelligence) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม นักศึกษาสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลของ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ผลต่อเชาวน์ปัญญาได้ 33 นักศึกษาสามารถแสดงความคิดเห็นเรื่องเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างเชาวน์ปัญญากับความสามารถด้านอื่น ๆ ได้ 44

2 ความสามารถในการเรียนรู้ 4 ความสามารถในการปรับตัว 1 ความสามารถในการแก้ปัญหา 2 ความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม 3 ความหมายเชาวน์ปัญญา แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ

3 ทฤษฎีเชาวน์ปัญญา ทฤษฎีองค์ประกอบเดี่ยวทฤษฎีองค์ประกอบสองตัว ทฤษฎีองค์ประกอบหลายตัวทฤษฎีโครงสร้างเชาวน์ปัญญาของกิลฟอร์ด

4 ทฤษฎีองค์ประกอบเดียว (Unique factor theory) ทฤษฏีองค์ประกอบเดียวนี้จัดว่าเป็นทฤษฏีแรก ในเรื่องการวัดเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ โดยเชื่อกันว่า เชาวน์ปัญญาของมนุษย์เรามีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน เดียวกันจะแยกจากกันไม่ได้ และเชื่อว่า “เชาวน์ ปัญญา” คือ ความสามารถในการคิดแบบนามธรรม เป็นผลของพันธุกรรม แต่เพียงอย่างเดียว กล่าวคือ เชื่อในเรื่องของพันธุกรรมนั้นเอง ที่ว่าความฉลาดหรือความโง่เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ใครฉลาดหรือโง่ก็จะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

5 ทฤษฏีองค์ประกอบ 2 ตัว (Bifactor Theory หรือ Two factor theory) ทฤษฏีองค์ประกอบ 2 ตัวนี้ เกิดจาก แนวคิดของ Charles Spearman ซึ่ง เป็นนักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ทฤษฏีนี้เชื่อ ว่า เชาวน์ปัญญาของคนเรานั้นมี 2 องค์ประกอบ ด้วยกันคือ 1. องค์ประกอบทั่วไป (General factor หรือ “g”) 2. องค์ประกอบเฉพาะ (Specific Factor หรือ “s”)

6 1. องค์ประกอบทั่วไป (General factor หรือ “g”) หมายถึง ความสามารถพื้นฐานในการดำเนิน “กิจกรรมทางสมองทุกอย่างของบุคคล” เช่น การคิด การรับรู้ ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมทางสมองบางอย่างก็ใช้ “g” มาก บางอย่างก็ใช้ “g” น้อย และ “g” ในแต่ละบุคคลย่อม มีปริมาณแตกต่างกันไป จึงทำให้มีความแตกต่าง ระหว่างบุคคลทางด้านความเฉลียวฉลาด สเปรียร์แมน เน้นว่า “g” เป็น พลังทางสมอง (mental energy) นั่นเอง

7 2. องค์ประกอบเฉพาะ (Specific Factor หรือ “s”) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการ ทำงานเฉพาะอย่าง ซึ่งขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม โอกาสที่ จะได้เรียนรู้ฝึกฝนเช่น ความสามารถทางดนตรี ศิลปะ คณิตศาสตร์ ภาษา เป็นต้น

8 2. องค์ประกอบเฉพาะ (Specific Factor หรือ “s”) ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง “g” และ “s”

9 ทฤษฎีองค์ประกอบหลายตัว (Multiple factor theory) ประกอบด้วยพื้นฐานต่าง ๆ 7 ด้าน ด้วยกันคือ 1. V หมายถึง Verbal คือความสามารถทางด้านการใช้ คำศัพท์รูปคำประโยคต่าง ๆ 2. N หมายถึง Numberical คือ ความสามารถทางด้าน ตัวเลข การคิดคำนวณ 3. S หมายถึง Spatial คือ ความสามารถในด้านมิติ สัมพันธ์ อนุกรม 4. W หมายถึง Word Fluency คือ ความคล่องในการ ใช้คำพูด

10 ทฤษฎีองค์ประกอบหลายตัว (Multiple factor theory) 5. M หมายถึง Memory คือ ความสามารถทางด้าน ความจำ 6. R หมายถึง Reasoning คือ การรู้จักใช้เหตุผล 7. p หมายถึง Perceptual Speed คือ อัตราในการรับรู้ ของตา หู พื้นฐานทั้ง 7 ด้านนี้แต่ละคนมีไม่เท่ากันแตกต่าง กันออกไป บุคคลใดมีความถนัดด้านใด ก็จะมีพื้นที่ ส่วนนั้นมาก

11 มีลักษณะเป็น 3 มิติ มิติที่ 1 เนื้อหา (Content) มิติที่ 2 วิธีการคิด (Operation) มิติที่ 3 ผลของการคิด (Product) ทฤษฎีแบบโครงสร้างของสติปัญญา ของกิลฟอร์ด (Guilford’s Structure of intellect Model)

12 มิติที่ 1 เนื้อหา (Content) ภาพ (Figural) หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญญาณต่าง ๆ เช่น ตัวเลข ตัวอักษร โน้ตดนตรี สัญญาณจราจร เป็นต้น 1 สัญลักษณ์ (Symbolic) หมายถึง เครื่องหมาย หรือ สัญญาณต่าง ๆ เช่น ตัวเลข โน้ต ดนตรีสัญญาณจราจร เป็นต้น 2

13 มิติที่ 1 เนื้อหา (Content) ภาษา (Verbal) หมายถึง ความหมายที่เป็นถ้อยคำต่าง ๆ 3 พฤติกรรม (Behavior) หมายถึง การกระทำหรือการแสดงออกต่างๆ ของบุคคล เช่น ความต้องการ ทัศนคติและอารมณ์เป็นต้น 4

14 มิติที่ 2 วิธีการคิด (Operation) การรู้ (Cognition) หมายถึง ความสามารถทางสมองของบุคคล ที่จะรู้จัก หรือค้นพบและเข้าใจ สิ่งต่าง ๆ 1 การจำ (Memory) หมายถึง ความสามารถทางสมองของ บุคคลที่จะจำสิ่งต่าง ๆ ได้ หรือ สามารถระลึกได้ 2

15 มิติที่ 2 วิธีการคิด (Operation) การคิดแบบเอนกนัย (Divergent Thinking) หมายถึง ความสามารถที่ จะคิดหรือกระทำตอบต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ หลายทาง เช่น ประโยชน์ของผ้าขาวม้า 3 การคิดแบบเอกนัย (Convergent Thinking) หมายถึง ความสามารถ ของมนุษย์ที่คิดกระทำตอบต่อสิ่งต่าง ๆ ในทางที่ดีที่สุด หรือหาคำตอบที่ถูกต้อง สมเหตุสมผลที่สุดเพียงคำตอบเดียว 4

16 มิติที่ 2 วิธีการคิด (Operation) การประเมินค่า (Evaluaiton) หมายถึง ความสามารถของมนุษย์ใน การพิจารณาตัดสินหรือประเมินคุณค่า สิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องดีสมเหตุผล โดย อาศัยกฎเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือ 5

17 มิติที่ 3 ผลของการคิด (Product) หน่วย (Unit) หมายถึง สิ่งย่อยที่สุดของ สิ่งต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวไม่ เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ เช่น นกฮูก นกเอี้ยง นกพิราบ เป็นต้น ซึ่งจะมีเอกลักษณ์ในตัวเอง แต่จะเล็กว่า Class 1 จำพวก (Class) หมายถึง กลุ่มต่าง ๆ ทีมีคุณสมบัติร่วมกัน เช่นนกฮูก นกเอี้ยง นกพิราบ ต่างก็จัดเป็นจำพวกนก 2

18 มิติที่ 3 ผลของการคิด (Product) ความสัมพันธ์ (Relation) หมายถึง ความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ เช่น พ่อคู่กับแม่ ชายคู่กับหญิง หรือ แมวอยู่บนบก ปลาอยู่ใน น้ำ เป็นต้น 3 ระบบ (System) หมายถึง กลุ่มของสิ่ง ต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน โดยมีหลักเกณฑ์ รวมกันอยู่อย่างหนึ่ง หรือมีแบบแผน เช่น เลขชุด จัดเป็นระบบเลขคี่ ส่วน จัดเป็นระบบเลขคู่ 4

19 มิติที่ 3 ผลของการคิด (Product) การแปลงรูป (Transformation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลง แก้ไข ปรับปรุง ดัดแปลง สิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปใหม่ เช่น การให้คำนิยาม ย่อความ หรือ ขยายความ เป็นต้น 5 การประยุกต์ (Implication) หมายถึง การนำไปใช้ การคาดคะเน การคาดหวัง หรือการทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าจะมีสิ่ง ใดเกิดขึ้นตามมาอย่างมีเป้าหมาย อย่างมี เหตุผล และสามารถปรับตัวให้เข้ากับ สิ่งแวดล้อม อย่างมีประสิทธิภาพ 6

20 สูตรการคำนวณ IQ สูตรการคำนวณ IQ มีดังนี้ อายุสมอง (Mental Age) IQ = x 100 อายุจริง (Chronological Age) ตัวอย่างการคำนวณ : เด็กคนหนึ่งมีอายุ 18 ปี ทำ แบบทดสอบได้เท่ากับอายุสมอง 16 ปี จงหาค่าของ IQ ของเด็กคนนี้ 16x100 IQ = IQ ของเด็กคนนี้จะมีค่าเท่ากับ 88.9

21 การแบ่งระดับ IQ ที่ใช้กันในปัจจุบัน - สูงกว่านี้ ยอดอัจฉริยะ Genius 140 ขึ้นไป หมายถึง ฉลาดมาก หมายถึง ฉลาด หมายถึง สูงกว่าปกติ หมายถึง เกณฑ์ปกติ, ปานกลาง หมายถึง ปัญญาทึบ หมายถึง โง่คาบเส้น,กึ่งปัญญาอ่อน หมายถึง ปัญญาอ่อน หมายถึง ปัญญาอ่อนอย่างอ่อน - ต่ำกว่า 36 หมายถึง ปัญญาอ่อนในขั้นไม่สามารถดูแล ตนเองได้ ต้องมีผู้คุ้มครอง

22 ความสัมพันธ์ระหว่างเชาวน์ปัญญา กับความสามารถด้านอื่น 1. เชาว์ปัญญากับความสามารถด้านการเรียน 2. เชาวน์ปัญญาและการประกอบอาชีพ

23 1. เชาว์ปัญญากับความสามารถด้านการเรียน เด็กที่มี I.Q. ต่ำกว่าระดับปกติ ส่วนมากจะมี ปัญหาด้านการเรียนแทบทั้งนั้น จากการรวบรวมถึงสาเหตุ ของปัญหาการเรียนในเด็ก อันเนื่องจากระดับเชาวน์ ปัญญา (กรมการแพทย์ กระทรวง-สาธารณสุข, 2525 อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา, 2542 : 302) พบว่า 1) เชาวน์ปัญญาต่ำ ได้แก่พวกเด็กเรียนช้า มี เชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เด็กที่มี ไอ.คิว. ระหว่าง 71 – 79 มีความสามารถเรียนได้ในระดับ ป.1 – ป.6 ใน ชั้นเรียนพิเศษของโรงเรียนเด็กปกติ และอาจสามารถ เรียนร่วมในชั้นเรียนเด็กปกติได้เป็นบางวิชา

24 1. เชาว์ปัญญากับความสามารถด้านการเรียน 2) ปัญญาอ่อน ได้แก่ พวกที่มีเชาวน์ปัญญาต่ำ กว่าเกณฑ์เฉลี่ยคือ ต่ำกว่า 70 ลงไป แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ 2.1 ปัญญาอ่อนน้อย หรือประเภทที่พอเรียน ได้ จะมีความสามารถของเชาวน์ปัญญาระหว่าง 50 – 70 พวกนี้มีความสามารถเทียบเท่าเด็กอายุ 7 – 10 ปี มี ความสามารถเรียนได้ในชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนเด็ก ปกติ หรือเรียนในโรงเรียนพิเศษเฉพาะ ในระดับประถมต้น ป.1 – ป.4 โดยใช้หลักสูตรพิเศษ อาจใช้เวลาเรียนชั้นละ 2 –3 ปี เมื่อเป็นผู้ใหญ่สามารถจะประกอบอาชีพที่ไม่ ยุ่งยากนัก และอยู่ร่วมในสังคมได้ แต่ต้องคอยให้คำ แนะนำ ช่วยเหลือในบางโอกาส

25 1. เชาว์ปัญญากับความสามารถด้านการเรียน 2.2 ปัญญาอ่อนปานกลาง หรือประเภทที่พอ ฝึกอบรมได้ จะมีความสามารถของเชาวน์ปัญญาระหว่าง 35 – 49 พวกนี้จะมีความสามารถเทียบเท่าเด็กอายุ 3 – 7 ปี ไม่สามารถเรียนในโรงเรียนปกติได้ ควรเรียนใน โรงเรียนพิเศษโดยเฉพาะ พวกนี้สามารถอ่านเขียนคำ ง่าย ๆ และพอรู้จักจำนวนง่าย ๆ และทอนเงินได้ พอ ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง และพอฝึกประกอบอาชีพง่าย ๆ ได้ภายใต้การควบคุมดูแลของครู

26 1. เชาว์ปัญญากับความสามารถด้านการเรียน 2.3 ปัญญาอ่อนมาก จะมีความสามารถของ เชาวน์ปัญญาระหว่าง 20 – 34 พวกนี้มีความสามารถ เทียบเท่าเด็กอายุ 3 ปี พวกนี้เรียนไม่ได้ อาจช่วยเหลือ ตัวเองได้บ้าง ได้แก่ ป้อนข้าวเอง อาบน้ำเอง ช่วยเหลือ งานบ้านได้ เช่น ถูบ้าน กวาดบ้าน รถน้ำต้นไม้ แต่ ต้องมีคนคอยดูแล และชักจูงให้ทำ

27 1. เชาว์ปัญญากับความสามารถด้านการเรียน 2.4 ปัญญาอ่อนมากที่สุด จะมีความสามารถ ของเชาวน์ปัญญาต่ำกว่า 20 ลงไป พวกนี้มีความสามารถ เทียบเท่าเด็กอายุ 1–2 ปี ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จำเป็นต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

28 1. เชาว์ปัญญากับความสามารถด้านการเรียน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ระดับของเชาวน์ปัญญา หรือ I.Q. ของแต่ละคน มีผลต่อความสามารถทางการ เรียน โดยเฉพาะทางด้านวิชาการต่าง ๆ อย่างมาก ความสัมพันธ์ระหว่างเชาวน์ปัญญากับผลสัมฤทธิ์ในการ เรียน มีค่าสหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง.60 ถึง.64 (Cattell and Butcher : 1968) แม้จะจัดอยู่ในระดับสูง แต่ก็ไม่สูง ทีเดียวนักเพราะผลสัมฤทธิ์ในการเรียนมิได้ขึ้นอยู่กับ เชาวน์ปัญญาแต่เพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับ ความขยันหมั่นเพียรด้วย ดังนั้นผู้มีเชาวน์ปัญญาในระดับสูงหากมีความ ขยันหมั่นเพียรน้อย ก็อาจมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนด้อย กว่าผู้มีเชาวน์ปัญญาในระดับต่ำก็ได้

29 2. เชาวน์ปัญญาและการประกอบอาชีพ เชาวน์ปัญญาสัมพันธ์กับการเลือกประกอบอาชีพ และความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ในด้านการเลือก อาชีพ ผู้มีเชาวน์ปัญญาสูงกว่าย่อมมีโอกาสได้รับเลือก เข้าสู่อาชีพที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงกว่า เช่น ในประเทศไทย อาชีพที่มีฐานะทาง เศรษฐกิจและสังคมสูงคือ แพทย์และวิศวกร ผู้ที่จะเข้าสู่ อาชีพทั้งสองจะต้องมีการแข่งขันมาก และการแข่งขันใน ปัจจุบันก็ชี้ขาดด้วยผลการสอบคัดเลือกซึ่งเชาวน์ปัญญามี ส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก

30 IQ Test

31 เมื่อเข้าสู่เว็บไซด์ที่ทดสอบ IQ กรุณาทำดังนี้ 1. เริ่มการทดสอบโดยการคลิกปุ่มเพื่อเลือกภาษา 2. คลิกปุ่ม เพื่อเริ่มทดสอบ 3. ถ้าต้องการไปคำถามต่อไป หรือย้อนกับให้คลิกที่ปุ่ม 4. ต้องการตรวจสอบผลให้คลิกที่ปุ่ม และเลือก "Send" 5. แบบทดสอบ มีการจับเวลา โดยให้เวลาทั้งสิ้น 40 นาที ลองทำแบบทดสอบดูนะคะ.... ที่ IQ Test


ดาวน์โหลด ppt นักศึกษาสามารถอธิบายความหมายของ เชาวน์ปัญญาได้ 1 นักศึกษาสามารถเกี่ยวกับแทฤษฎีเชาวน์ปัญญา ของ Thurstone ได้ 2 เชาวน์ปัญญา(Intelligence) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google