งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 บทที่ 3 แบบจำลองข้อมูล Data Models Algebra. 2 Relational Algebra พีชคณิตเชิงสัมพันธ์หรือ Procedural Query Language เป็นการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นกับ Relation.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 บทที่ 3 แบบจำลองข้อมูล Data Models Algebra. 2 Relational Algebra พีชคณิตเชิงสัมพันธ์หรือ Procedural Query Language เป็นการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นกับ Relation."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 บทที่ 3 แบบจำลองข้อมูล Data Models Algebra

2 2 Relational Algebra พีชคณิตเชิงสัมพันธ์หรือ Procedural Query Language เป็นการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นกับ Relation เพื่อสร้าง Relation ใหม่ขึ้นมาเป็น แบบจำลองของการกระทำต่างๆ ที่สามารถเกิด ขึ้นกับข้อมูลในฐานข้อมูล ซึ่งเป็นการกระทำ พื้นฐานที่จะนำมาประกอบกันเป็น Procedure เพื่อกำหนดให้ฐานข้อมูลทำงานตามที่ต้องการ 1. Unary Operations 2. Set Operation 3. Join Operation

3 3 Relational Algebra 1.Unary Operations จะปฏิบัติงานภายใต้รีเลชั่นเดียว มีโอเปอร์เรชั่น 1. Restrict (Or Selection) 2. Projection (  )

4 4 Relational Algebra 1. Restrict (Or Selection) เป็นการกระทำเพื่อแสดงข้อมูลของ Tuple ใน Relation ที่มี ค่าตรงตาม เงื่อนไขที่ระบุ คำสั่งที่ใช้ได้แก่ WHERE รูปแบบคือ A WHERE X operator Y

5 5 Relational Algebra Restrict

6 6 Relational Algebra B WHERE CITY = ‘New York’ S#SNAMESTATUSCITY S1Smith 20 New York

7 7 Relational Algebra 2. Projection (  ) เป็นการกระทำเพื่อกำหนดรายชื่อของ Attribute ของ Relation ที่ต้องการให้ แสดงผลออกมา คำสั่งที่ใช้มีรูปแบบคือ A [X, Y,…., Z]

8 8 Relational Algebra Project

9 9 Relational Algebra (B WHERE CITY = ‘New York’) [S#] S# S1 SNAMESTATUS Smith 20 Clark 20 A [SNAME, STATUS]

10 10 Set Operations ในการทำงานกับข้อมูลจริง ๆ จะต้องนำรีเลชั่น หลายรีเลชั่นเข้ามาประกอบกัน set operation ทำให้เราสามารถปฏิบัติบนหลายรีเลชั่น ( สามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Binary Operation) –Union, Set Difference, Intersection, Cartesian product

11 11 Relational Algebra 1. Union (  ) เป็นการรวมกันของข้อมูลของ 2 Relation เพื่อแสดงข้อมูลของทุก Tuple ในรูปแบบของ Union ตามทฤษฎีของเซต คำสั่งที่ใช้คือ UNION รูปแบบคือ A UNION B

12 12 Relational Algebra UNION

13 13 Relational Algebra S#SNAMESTATUSCITY S1Smith 20 New York S4Clark 20 New York A S#SNAMESTATUSCITY S1Smith 20 New York S2Jones 10 Chicago B Example

14 14 Relational Algebra S#SNAMESTATUSCITY S1Smith 20 New York S4Clark 20New York S2Jones 10 Chicago A UNION B

15 15 Relational Algebra 2. Difference เป็นการกระทำเพื่อแสดงข้อมูลของ Tuple ที่ปรากฎอยู่ใน Relation หนึ่งแต่ไม่ ปรากฏอยู่ในอีก Relation หนึ่ง ในรูปแบบ ของ A-B ตามทฤษฎีของเซต คำสั่งที่ใช้คือ MINUS รูปแบบคือ A MINUS B

16 16 Relational Algebra Difference

17 17 Relational Algebra S#SNAMESTATUSCITY S4Clark 20 New York A MINUS B S#SNAMESTATUSCITY S2Jones 10 Chicago B MINUS A

18 18 Relational Algebra 3. Intersection (  ) เป็นการกระทำเพื่อแสดงข้อมูลของ Tuple ที่ปรากฎทั้ง 2 Relation ที่นำมา รวมกันในรูปแบบของ Intersection ตาม ทฤษฎีของเซต คำสั่งที่ใช้คือ INTERSECT รูปแบบคือ A INTERSECT B

19 19 Relational Algebra Intersection

20 20 Relational Algebra S#SNAMESTATUSCITY S1Smith 20 New York A INTERSECT B

21 21 Relational Algebra 4. Cartesian Product เป็นการกระทำเพื่อแสดงข้อมูลของทุก Tuple ที่สามารถเป็นไปได้ที่เกิดจากการ จับคู่กันของข้อมูล 2 Relation แบบผล คูณ Cartesian คำสั่งที่ใช้คือ TIMES มีรูปแบบคือ A TIMES B

22 22 Relational Algebra abcabc xyxy Product aabbccaabbcc xyxyxyxyxyxy

23 23 Relational Algebra Example S#S1S2S3S#S1S2S3 A P#P1P2P3P#P1P2P3 B S# S1 S2 S3 P# P1 P2 P3 P1 P2 P3 P1 P2 P3 A TIMES B

24 24 3. Join Operation Join กำเนิดมาจากผลคูณ Cartesian ที่ถือว่าเป็น หนึ่งใน โอเปอร์เรชั่นที่มีประสิทธิภาพสูง และ ถือว่าเป็นโอเปอร์เรชั่นที่ยากที่สุดในการนำไปใช้ งานบน RDBMS ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จึงมักเกิดปัญหา เกี่ยวกับประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจเกิดจาก กระบวนการ join รีเลชั่นที่ผิดพลาด โอเปอร์เรชั่น join ประกอบด้วย –Theta Join –Equi Join –Natural join –Outer Join –Semi Join

25 25 Theta Join Theta-Join เป็นโอเปอเรชั่นที่นิยามถึง รีเลชั่นที่บรรจุไปด้วยทัปเพิลที่ต้องการตาม เงื่อนไขจากผลคูณ Cartesian ระหว่าง 2 รีเลชั่น โดยกำหนดเงื่อนไขที่ต้องการ โดย ใช้โอเปอร์เรเตอร์, , =, 

26 26 Equi Join Equi-Join คือ การ Join แบบที่ เงื่อนไขเท่ากับ = เท่านั้น และผลลัพธ์ ที่ได้คอลัมน์ที่ซ้ำกันจะถูกแสดงเพียง แค่ครั้งเดียว

27 27 Natural join Natural-Join คือ Equi-Join ที่ Join ทุกคอลัมน์แต่ขจัดคอลัมน์ที่ซ้ำ กันออกไป AB a1 b2 BC 1X 1Y 3Z ABC a1X a1Y Natural- Join

28 28 Outer Join การ join เป็นตรวจสอบคีย์ที่ตรงกัน แต่ บางครั้งเราต้องการทัปเพิลในรีเลชั่นหนึ่ง ไม่สามารถจับคู่กับอีกรีเลชั่นหนึ่งได้ แต่ ต้องการทัปเพิลจากรีเลชั่นหนึ่งเพื่อไป ปรากฏในผลลัพธ์ จึงจำเป็นต้องใช้การ join แบบ Outer Join

29 29 Semi Join รีเลชั่นที่บรรจุอยู่ในทัปเพิล R ที่มีส่วนร่วม ในการ Join ของ R กับ S AB a1 b2 BC 1X 1Y 3Z AB a1 Semi Join

30 30 A DIVIDEBY B 4. Divide เป็นการกระทำเพื่อแสดงข้อมูลที่เป็นไปได้ ทั้งหมด ซึ่งเกิดจากการนำเอา Relation A ไป เปรียบเทียบค่ากับ Relation B โดยที่ Relation A จะต้องมี Degree ที่สูงกว่า Relation B และ ทุก Attribute ใน Relation B ต้องปรากฎอยู่ใน Relation A แต่ในการแสดงผลจะแสดงเฉพาะ Attribute ที่ปรากฏใน Relation A แต่ไม่ปรากฎ ใน Relation B คำสั่งที่ใช้มีรูปแบบคือ Relational Algebra

31 31 Relational Algebra Divide R S R/S

32 32 Relational Algebra Divide aaabcaaabc xyzxyxyzxy xzxz a

33 33 โอเปอเรชั่นการรวมและการจำแนก กลุ่ม aggregation and Grouping aggregation –Count –Sum –Avg –Min –Max Grouping –Grouping


ดาวน์โหลด ppt 1 บทที่ 3 แบบจำลองข้อมูล Data Models Algebra. 2 Relational Algebra พีชคณิตเชิงสัมพันธ์หรือ Procedural Query Language เป็นการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นกับ Relation.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google