งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

1 เรืองชัย จรุงศิรวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญ ระดับ 9 ประจำสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "1 เรืองชัย จรุงศิรวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญ ระดับ 9 ประจำสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 1 เรืองชัย จรุงศิรวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญ ระดับ 9 ประจำสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ◙ อดีตที่ปรึกษารองอธิการบดีฝ่ายวางแผน มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ◙ ที่ปรึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เทคนิคการเขียน งานวิเคราะห์ เอกสารการอบรม เชิงปฏิบัติการให้แก่ข้าราชการ และพนักงานสายสนับสนุนระดับปฏิบัติงาน และระดับปฏิบัติการ เรื่อง การเขียนผลงานทางวิชาการจากงานประจำ : เทคนิคการเขียนคู่มือการปฏิบัติงาน จัดโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วันที่ กันยายน 2554

2 2 ความหมายของการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ หมายถึงการจำแนก แยกแยะ องค์ประกอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกเป็นส่วนๆ เพื่อค้นหาว่ามา จากอะไรเชื่อมโยงกับอะไร สัมพันธ์กันอย่างไร การวิเคราะห์ เป็นกระบวนการคิดเชิงลึก ที่ผู้ ศึกษาต้องใช้ความสามารถ และทักษะในการตั้งสมมติฐาน การสังเกต การสืบค้น และการหาความสัมพันธ์ ที่เชื่องโยง กันได้อย่างมีเหตุมีผล

3 3 สายสนับสนุนจะวิเคราะห์ อะไรได้บ้าง? การวิเคราะห์งาน job Analysis การวิเคราะห์เอกสาร Document Analysis

4 4 ความหมายของการวิเคราะห์งาน การวิเคราะห์งาน (Job analysis) หมายถึง กระบวนการ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงาน หน้าที่ ความ รับผิดชอบงาน ชนิดของบุคคลความรู้ ความสามารถ และทักษะที่ต้องการสำหรับงาน เพื่อให้การ ปฏิบัติงานนั้นๆ ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย

5 5 ขั้นตอนการวิเคราะห์งาน 1) กำหนดความมุ่งหมายของการวิเคราะห์งาน 2) ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ 3) เลือกวิธีการเก็บข้อมูล 4) ตรวจสอบข้อมูล 5) วิเคราะห์ข้อมูล

6 6 วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงงาน วิเคราะห์เพื่อพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน การวิเคราะห์งานเพื่ออะไร? วิเคราะห์เพื่อขจัดความสูญเสียในการปฏิบัติงาน วิเคราะห์เพื่อการวางแผนกำลังคน วิเคราะห์เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการปฏิบัติงาน วิเคราะห์เพื่อประเมินค่างาน วิเคราะห์เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงาน

7 ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์งาน 1. กิจกรรมของงาน เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริง กิจกรรมจะ ชี้ให้เห็นว่าพนักงานจะปฏิบัติงานเหล่านั้นได้อย่างไร 2. พฤติกรรมของบุคคล เป็นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล เช่น ความรู้สึก การ สื่อสาร การตัดสินใจ 3. เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์และเครื่องช่วยสนับสนุนการทำงาน เป็นข้อมูล เกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์ กระบวนการจัดการวัสดุ การประยุกต์ใช้ การบริหาร 4. มาตรฐานการปฏิบัติงาน เป็นข้อมูลที่รวบรวมจากการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน เช่น มาตรฐานด้านปริมาณ คุณภาพ หรือความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน 5. เนื้อหาของงาน เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น สภาพการทำงานด้านกายภาพ ตารางการทำงาน สภาพของสังคมในองค์กรและแรงจูงใจในการทำงาน 6. ความต้องการบุคลากร เป็นข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงความต้องการบุคลากรในการ ปฏิบัติงาน เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับความรู้ หรือทักษะ ที่เกิดจากการศึกษา การ ฝึกอบรม ประสบการณ์ในการทำงาน และคุณลักษณะของบุคคล

8 8 การวิเคราะห์เอกสาร Documentary Analysis เอกสาร หมายถึง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข แบบฟอร์ม พระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หนังสือเวียน มติที่ประชุม คำสั่ง ระบบไอที

9 9 เรื่องอะไรที่จะทำการ วิเคราะห์ได้บ้าง?

10 10 งาน อะไร? ที่จะทำการวิเคราะห์ เอกสาร อะไร? ที่จะทำการวิเคราะห์

11 11 ۞ เลือกงาน / เอกสารเฉพาะที่มีปัญหาหรือเป็น งาน / เอกสารที่ไม่สำเร็จตามตัวชี้วัดหรืองาน ที่จะพัฒนา มาตั้งเป็นชื่อเรื่องที่จะวิเคราะห์ ۞ จัดทำโครงร่างงานที่จะวิเคราะห์ โดยจัดทำ เป็นสารบัญ แบ่งออกเป็น 5 บท ทำใน ลักษณะเดียวกับทำงานวิจัย

12 12 กระบวนการวิเคราะห์ กระบวนการวิเคราะห์ แบ่งเป็นขั้นๆ ดังนี้ พิจารณารูปแบบของเอกสารว่าเป็นรูปแบบใด เป็นตัวเลข เป็นสถิติ เป็นบทความ เป็นร้อยแก้ว- ร้อยกรอง เป็นเรื่องสั้น ฯลฯ 2. แยกเนื้อเรื่องออกเป็นส่วนๆ ให้เห็นว่า ใคร? ทำอะไร? ทำที่ไหน? ทำอย่างไร? 3. พิจารณารายละเอียดว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง 4. พิจารณาวิธีการนำเสนอเรื่องนั้นๆ

13 13 ขั้นตอนในการวิเคราะห์ ขั้นตอนในการวิเคราะห์ มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ กำหนดขอบเขตหรือนิยามสิ่งที่เราจะวิเคราะห์ ให้ชัดเจน 2. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะวิเคราะห์เพื่ออะไร 3. พิจารณาหลักความรู้หรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องว่าจะใช้ หลักใดในการวิเคราะห์ 4. ใช้หลักความรู้นั้นให้ตรงกับเรื่องที่จะวิเคราะห์เป็น กรณีๆไปและต้องรู้ว่าควรจะวิเคราะห์อย่างไร 5. สรุปและรายงานผลให้เป็นระเบียบ

14 14 องค์ประกอบของเอกสารการวิเคราะห์ เนื่องจากการวิเคราะห์ มีลักษณะคล้ายคลึงกับวิจัย (ประชุม รอดประเสริฐ) ดังนั้น ในที่นี้จึงอยากจะให้ผู้ที่จะ เขียนผลงานการวิเคราะห์ให้เขียนองค์ประกอบของงาน วิเคราะห์ ให้ล้อตามองค์ประกอบของงานวิจัย ซึ่งมีดังนี้ ความเป็นมาและความสำคัญ วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ขอบเขต คำจำกัดความ ทฤษฎีและหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ เอกสารอ้างอิง

15 15 โครงร่างของเอกสารการวิเคราะห์ จากการที่งานวิเคราะห์ มีลักษณะคล้ายคลึงกับวิจัย ดังนั้น ดังนั้นในการเขียนโครงร่างของงานวิเคราะห์จึงเขียน ล้อตามโครงร่างของการเขียนงานวิจัย ซึ่งแบ่งเป็น 5 บท ดังนี้ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวิเคราะห์/วิจัย ที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 หลักเกณฑ์และวิธีการวิเคราะห์ บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ

16 16 เปรียบเทียบคู่มือฯ กับงานวิเคราะห์ คู่มือการปฏิบัติงานงานวิเคราะห์ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 โครงสร้าง บทบาท หน้าที่ความ รับผิดชอบ บทที่ 2 ทฤษฎี งานวิเคราะห์ / วิจัย ที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 ประกาศ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ เกณฑ์ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 หลักเกณฑ์วิธีการวิเคราะห์ บทที่ 4 เทคนิคการปฏิบัติงาน / กรณี ตัวอย่างศึกษา บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ บทที่ 5 ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะบทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ

17 17 เทคนิคการเขียน รายงานการ วิเคราะห์

18 18 หลักการเขียนรายงานการวิเคราะห์ 1) ยึดความถูกต้องตามหลักวิชาการสิ่งที่เขียนออกมาต้องมาจากการศึกษา ค้นคว้า การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และผลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาจริงๆ 2) เนื้อหาสาระในแต่ละส่วนต้องสอดคล้องเชื่อมโยงกัน โดยยึดวัตถุประสงค์ ของการศึกษาเป็นหลักในการเรียบเรียง 3) หัวข้อย่อยแต่ละส่วนมีความเป็นเอกภาพชัดเจน ไม่คลุมเครือ 4) เมื่อผู้อ่านได้อ่านรายงานจนจบแล้ว “เห็นภาพ” ตลอดแนวของการศึกษา และ “ได้คำตอบ” ต่อประเด็นปัญหา สามารถ “ติดต่อ” ในการนำผล การศึกษาไปใช้หรือศึกษาต่อได้ 5) ในการเขียนรายงานการวิเคราะห์ ต้องตระหนักอยู่เสมอว่ากำลังเขียน รายงานให้คนอื่นอ่าน ดังนั้นจึงต้องมีความชัดเจน สอดคล้องต่อเนื่องและ สร้างความเข้าใจต่อผู้อ่าน

19 19 ข้อควรคำนึงการเขียนรายงาน 1) มีความตรง กล่าวถึงปัญหา วัตถุประสงค์ วิธีการและผล การศึกษาได้ถูกต้อง 2) มีความชัดเจน สื่อความหมายได้ถูกต้องชัดเจน 3) มีความสมบูรณ์ มีข้อมูลครบถ้วน 4) มีความน่าเชื่อถือ ข้อมูลถูกต้องตามความเป็นจริง

20 20 การเขียนรายงานแบบเชิงวิชาการ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ 1. ส่วนหน้า 2. ส่วนเนื้อหา 3. ส่วนเอกสารอ้างอิง

21 21 ส่วนหน้า ประกอบด้วย ปกหน้า ปกใน บทคัดย่อ คำนำ สารบัญ

22 22 ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวิเคราะห์/วิจัย ที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 หลักเกณฑ์และการวิธีการเคราะห์ บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ

23 23 ส่วนเอกสารอ้างอิง ประกอบด้วย บรรณานุกรม ภาคผนวก

24 24 เทคนิคการเขียนบทที่ 1 บทนำ บทนำ เป็นบทที่ 1 เป็นเนื้อหาส่วนแรกหรือบทเริ่มต้นของ งานที่เขียนจึงมีวามสำคัญและมีความจำเป็นในการนำเข้าสู่เนื้อ เรื่องของงานที่เขียนบทอื่นๆ การเขียนบทนำจะต้องกล่าวถึงความเป็นมาและ ความสำคัญของงานที่ปฏิบัติให้ชัดเจน รวมถึงแนวคิด วัตถุประสงค์ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการ วิเคราะห์

25 25 หลักการทั่วไปของการเขียนบทนำ ควรเขียนนำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงปัญหา แนวคิด วัตถุประสงค์ ขอบเขต และประโยชน์ของเรื่องที่กำลังเขียน ควรเขียนให้ผู้อ่านอยากอ่านเรื่องที่กำลังเขียนว่า เป็นเรื่องที่สำคัญ มีความท้าทาย และน่าสนใจอย่างไร ควรกล่าวนำให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญ เหตุผล ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องมีการวิเคราะห์นี้ ควรมีการใช้ภาษาที่เรียบง่าย อ่านแล้วเข้าใจง่าย สอดคล้อง กลมกลืน ไม่สับสน วกไปเวียนมา การเขียนบทนำไม่ควรให้มีจำนวนหลายๆ หน้า ให้มีจำนวนหน้าพอประมาณ จำนวน 2-3 หน้า

26 26 ส่วนประกอบของบทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ขอบเขต ข้อตกลงเบื้องต้น คำจำกัดความเบื้องต้น

27 27 ตัวอย่างการเขียน บทนำ ในบทที่ 1

28 28

29 29

30 30

31 31

32 32 เทคนิคการเขียน บทที่ 2 ทฤษฎี/งานวิเคราะห์/วิจัยที่ เกี่ยวข้อง หลักในการเขียนแนวคิดทฤษฎี มีดังนี้ ۞ จัดหมวดหมู่ของแนวคิด-ทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็น หมวดๆ เพื่อให้เห็นแนวทางในการ review literature อย่างชัดเจน ۞ จัดลำดับของหมวดหมู่ให้เหมาะสม ۞ เขียนเรียบเรียงความรู้ด้วยภาษาวิชาการให้เป็นความต่อ เนื่องเชื่อมโยงกัน

33 33 เทคนิคการเขียนงานวิเคราะห์/ วิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) ۞ ถ้ามีผู้ให้ความเห็นในเรื่องเดียวกันเหมือนกันแล้วนำมาอ้าง อิง ไม่จำเป็นต้องอ้างทีละคน อาจอ้างพร้อมกันครั้งเดียวได้ เลย แต่ถ้าแนวคิดต่างกันจึงค่อยแยกกันอ้างคนละครั้ง ۞ เขียนเชื่อมโยงเนื้อความให้ต่อเนื่องกัน อย่าให้รู้สึกว่าเป็น ชิ้นๆ เป็นท่อนๆ แบบตัดแปะต่อๆกัน

34 34 ดร.บุญเสริม บุญเจริญผล(2552:1) กรอบแนวคิดทาง ทฤษฎีเป็นเรื่องการคิดเชิงทฤษฎีของผู้เขียนที่จะนำไปเป็น แนวทางการวิเคราะห์ เป็นแนวคิดของเราเองเพียงแนวคิด เดียวสำหรับการวิเคราะห์เรื่องหนึ่งเท่านั้นก็พอแล้ว ถ้าวิเคราะห์ สองเรื่อง ก็ใช้แนวคิดทฤษฎีสองอย่าง อย่าลอกเอาความคิด ของใครต่อใครที่เขียนเป็นตำรา กลายมาเป็นแนวคิดร้อยแปด ของใครต่อใครเอามาต่อๆกันยาวเหยียด การที่เราจะมีความคิดเชิงทฤษฎี เราต้องได้เรียนมาใน เรื่องนั้นๆมาบ้างแล้ว ถ้ายังไม่ได้เรียน ก็ต้องอ่านหรือถามจาก ผู้รู้ที่ได้อ่านมามากมายนั้นมาผสมผสานเขียนเองให้เป็นหนึ่ง เดียวด้วยคำของเราเอง

35 35 ตัวอย่างการเขียน ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ในบทที่ 2

36 36

37 37

38 38

39 39

40 40

41 41 การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง (Review of Related Document) การทบทวนวรรณกรรม (literature review) เป็นเนื้อหา หลักส่วนหนึ่งในการเขียนรายงานการวิเคราะห์ โดยเน้นอธิบาย เกี่ยวกับงานวิเคราะห์/วิจัยหรือในหัวข้อเดียวกันหรือใกล้เคียง ในอดีต การทบทวนวรรณกรรมมีจุดหมายในการรวบรวมข้อมูล ปัจจุบันของผลงานวิเคราะห์/วิจัยที่เกี่ยวข้อง

42 42 การทบทวนเอกสารหรือวรรณกรรมที่ เกี่ยวข้อง ก็เพื่อตรวจดูว่าคนอื่นเขาได้ศึกษามา อย่างไรบ้าง จะได้เป็นพื้นความรู้ความเข้าใจของ เรา แล้วเราก็นำมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับงาน ของเรา เหมือนกับเราไปชมลักษณะของบ้านคนอื่น ก่อน แล้วนำมาปรับปรุงบ้านของเราได้สวยงาม อยู่สบายกว่าบ้านที่เราได้เห็นมา

43 43 การเขียนเอกสารที่เกี่ยวข้องนั้น ก่อนอื่นเราต้องย่อเอกสาร เอาไว้ก่อนเล่มละ 1-4 หน้า ในการย่อนั้นจะต้องมีหัวข้อ ดังนี้ ۞ ชื่อผู้เขียน ۞ ชื่อเรื่องที่เราอ่านมา ۞ ชื่อสถาบันของเรื่อง ۞ ปี พ.ศ. ที่พิมพ์ ۞ วัตถุประสงค์ของวรรณกรรมนั้น ۞ วิธีการที่เขาศึกษา(ทำอย่างไรเขาจึงได้ข้อสรุปออกมา) ۞ ผลการศึกษาของเขา ค้นพบความจริงอะไรบ้าง

44 44 ตัวอย่างการเขียน ทบทวนวรรณกรรม ในบทที่ 2

45 45

46 46

47 47 เทคนิคการเขียน บทที่ 3 หลักเกณฑ์และวิธีการวิเคราะห์ ใช้วิธีการรูปแบบเดียวกับงานวิจัย ๏ ประชากรและจำนวนกลุ่มตัวอย่าง ๏ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ๏ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๏ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ๏ การวิเคราะห์ข้อมูล ๏ เทคนิคอะไรในการวิเคราะห์ข้อมูล

48 48 ในบทที่ 3 นี้จะต้องเขียนอธิบายชี้แจงให้ทราบถึง หลักเกณฑ์และวิธีการในการวิเคราะห์ ว่าเกี่ยวข้องกับกฎ ระเบียบ มติที่ประชุม คำสั่ง ข้อบังคับ ประกาศ หนังสือเวียน ตลอดจนเกณฑ์มาตรฐาน สูตร และ วิธีการคำนวณ ที่ต้องใช้ หรือเกี่ยวข้องในคู่มือการวิเคราะห์ กรณีที่ที่ต้องมี สูตร หรือ เกณฑ์มาตรฐาน และ วิธีการ คำนวณ เช่น การวิเคราะห์อัตรากำลัง, การวิเคราะห์การใช้ พื้นที่, การวิเคราะห์หลักสูตร ฯลฯ ต้องเขียนสูตรและอธิบาย วิธีการใช้สูตรในการคำนวณนั้นๆ ประกอบด้วย และใช้เทคนิควิธีใดในการวิเคราะห์ครั้งนี้

49 49 ตัวอย่างการเขียน หลักเกณฑ์และ วิธีการวิเคราะห์ ในบทที่ 3

50 50

51 51

52 52

53 53 หลักความรู้ ทฤษฎี เทคนิคต่างๆ ในการวิเคราะห์ ในการทำงานวิเคราะห์ มีหลักความรู้ ทฤษฎี หรือ เครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์งานหรือวิเคราะห์ เอกสาร มีหลายหลักวิธีด้วยกัน คือ.... BRAIM STORMING/ระดมสมอง TREE DIAGRAM/ผังรากไม้ FISH BONE DIAGRAM/ผังก้างปลา

54 54 DELPHI TECHNIQUE/เดลฟาย DEMING CYCLE/วงจรเดมมิง PDCA BALANCED SCORECARD/BSC SWOT ANALYSIS/จุดอ่อน จุดแข็ง SIX SIGMA/ดีแมก BENCHMARKING/วัดรอยเท้าช้าง

55 55 BENCHMARKING คืออะไร? Benchmarking เป็นการค้นหาจุดเด่นจุดด้อยใน องค์กรของเรา โดยใช้วิธีเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ ที่มี ประสิทธิภาพสูงกว่าหรือองค์กรที่เป็นผู้นำ จากนั้น นำ ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้มาปรับปรุงองค์กรของเราให้ดียิ่งขึ้น

56 56 ความสำคัญของการ BENCHMARKING หัวใจสำคัญของการทำ Benchmarking อยู่ตรงที่ ทำให้องค์กรมีวิธีการปรับปรุงที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม เพราะ ใช้องค์กรที่เหนือกว่าเป็นตัวตั้งและนำมาเปรียบเทียบ วิธีการนี้เราจะรู้ว่า องค์กรของเราอยู่ห่างชั้นกับองค์กรนั้นๆ แค่ไหน และต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะเดินไปถึงจุดหมาย หรือมีอุปสรรคตรงส่วนไหนในหน่วยงาน เมื่อเปรียบเทียบ กับหน่วยงานอื่นๆ เป็นต้น

57 57 ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่มีตัวเปรียบเทียบที่เห็น ภาพชัด และไม่มีการวิเคราะห์อย่างจริงๆจังๆ เป้าหมาย ขององค์กรอาจถูกแปรออกมาเป็นวิธีเดิน โดยใช้การ คาดการณ์ ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจผิดหรือถูกก็ได้ทั้งสิ้น การทำ Benchmarking จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเดินไปสู่ เป้าหมายได้อย่างตรงจุดและชัดเจน

58 58 ขั้นตอนในการทำ BENCHMARKING 1. รู้จักองค์กรตนเอง ว่ามีจุดเด่น จุดด้อยอะไรบ้างอย่าง ละเอียด 2. ค้นหาหน่วยงานหรือองค์กร ทั้งจากภายในและ ภายนอก ที่มีตำแหน่ง "ผู้นำ" กำหนดไว้เป็นแม่แบบ

59 59 3. รวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ถึงรูปแบบการดำเนินงาน กระบวนการ และวิธีที่องค์กรแม่แบบใช้แล้วประสบ ความสำเร็จ จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับองค์กรของตน เพื่อให้เข้าใจถึงข้อแตกต่าง และแนวทางปฏิบัติ 4. นำมาปรับปรุงและพัฒนาหน่วยงาน โดยกำหนดเป็น แบบแผนหรือมาตรฐานในการทำงาน องค์กรควรเปิด โอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมพัฒนาองค์กรและใช้การ ติดต่อสื่อสารภายในองค์กรอย่างทั่วถึง เพื่อให้การ เปลี่ยนแปลงเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

60 60 เทคนิคการเขียน บทที่ 4 ผลการศึกษาวิเคราะห์ ในบทนี้จะเขียนถึงของของการศึกษาที่เกี่ยวกับการ วิเคราะห์ข้อมูลในรูปของการพรรณนาวิเคราะห์ การใช้ สถิติวิเคราะห์ การแปลความหมาย อาจนำเสนอในรูปแบบ ที่เป็นตาราง แผนภูมิ หรือ กราฟ ในการช่วยให้เข้าใจง่าย ขึ้น การนำเสนอผลการศึกษา ควรนำเสนอตามลำดับเรื่อง ของวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในบทที่ 1 ซึ่งผลของการศึกษา วิเคราะห์จะต้องตอบวัตถุประสงค์ได้ทุกข้อตามที่ตั้งไว้

61 61 เนื่องจากงานวิเคราะห์มีลักษณะคล้ายกับงานวิจัยเชิง ปฏิบัติการ(ประชุม รอดประเสริฐ) ดังนั้นหลักในการการเขียน ผลการวิเคราะห์ในบทนี้ จึงยึดรูปแบบการเขียนเช่นเดียวกับ การวิจัย ผลของการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นขั้นตอนในการที่จะ ตอบโจทย์หรือปัญหาของการวิเคราะห์ ที่เป็นขั้นตอนที่สำคัญ อีกขั้นตอนหนึ่ง ผลงานวิเคราะห์เรื่องนั้นๆจะมีคุณค่าหรือไม่ มีค่ามาก หรือ มีค่าน้อยขึ้นอยู่ว่าการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องนั้นตรงตาม วัตถุประสงค์หรือไม่ ดังนั้น ผู้ที่ทำการวิเคราะห์ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ในการแปลผลการวิเคราะห์ออกมาให้เป็นภาษา เขียน ให้ชัดเจนมากที่สุด

62 62 ทั้งนี้เพื่อให้คนอื่นที่ศึกษาหรืออ่านแล้วเข้าใจโดยง่าย ยิ่งถ้ามีการแปลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว ผู้วิเคราะห์ ยิ่งต้องแปลผลให้ผู้อ่านหรือผู้ศึกษาอ่านแล้วเข้าใจได้อย่าง ง่ายๆ เช่นการชั่งน้ำหนักผู้ชายไทยเพื่อบอกว่าชายคนๆนั้นผอม หรืออ้วน โดยมี(การเทียบกับ)เกณฑ์ที่กำหนดว่า ถ้าน้ำหนัก น้อยกว่า 45 กิโลกรัมให้ถือว่ามีน้ำหนักน้อย เรียกได้ว่าเป็นคน ผอม ถ้ามีนำหนักระหว่าง กิโลกรัม ให้ถือว่ามีน้ำหนัก ปานกลาง หรือเป็นคนหุ่นกำลังดี หากมีน้ำหนักมากกว่า 65 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ถือว่ามีน้ำหนักมากหรือเรียกว่าเป็นคนอ้วน หากชายไทยคนหนึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักได้เป็น 82 กิโลกรัมก็จะ ตัดสินว่าเขาเป็น “คนอ้วน”

63 63 การที่จะตัดสินว่าชายไทยคนนั้นเป็น “คนผอม” หรือ “คนอ้วน” หรือหุ่นกำลังดี จะต้องมีเกณฑ์กำหนดไว้ ใน ทำนองเดียวกันหากจะตัดสินว่าใครคนใดคนหนึ่งจะเป็น “คนสวย” หรือ “คนหล่อ” จะต้องมีเกณฑ์การวัดว่าขนาด ไหนถึงจะเรียกว่าเป็นคนสวย ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเป็น คนหล่อ และมีปัจจัยอะไรที่ทำให้บุคคลคนนั้นเป็นคนสวย หรือ คนหล่อ คำถามเหล่านี้จะมีคำตอบได้โดยการเก็บรวบรวม ข้อมูล และมีการวิเคราะห์ข้อมูล ก่อนที่จะวิเคราะห์ข้อมูล ควรมีการทบทวนประเด็นต่างๆ ของการวิเคราะห์ สิ่งเหล่านี้ ได้แก่...

64 64 ۞ โจทย์หรือปัญหาของการวิเคราะห์ ۞ วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ ۞ คำสำคัญ หรือนิยามปฏิบัติการ ۞ ความหมายของตัวแปร ฯลฯ

65 65 หลักในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิเคราะห์ต้องนำทฤษฎี หรือแนวคิดที่ได้กำหนดไว้ในกรอบการวิเคราะห์ในบทก่อน หน้านี้ มาเป็นแบบแผนในการวิเคราะห์ ภายใต้คำถาม พื้นฐานง่ายๆ ในแต่ละประเด็นว่า คืออะไร? เมื่อไร? ที่ ไหน ? อย่างไร? หรือหากผู้วิเคราะห์ต้องการวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งมากกว่า นี้อีก ให้นำเงื่อนไขอื่นๆ มาวิเคราะห์ร่วมด้วย นอกเหนือไปจากกรอบที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งผู้วิเคราะห์จะต้อง เก็บรวมรวมข้อมูลในเชิงลึก ที่อาจต้องใช้เวลานาน และ งบประมาณมากขึ้น

66 66 กรอบเนื้อหาในการวิเคราะห์ จะขึ้นอยู่กับโจทย์(ปัญหา) ของการวิเคราะห์ ว่าจะต้องการให้ตอบโจทย์ในลักษณะใด หรืออาจตอบในหลายๆมิติก็ได้ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หากมีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์ ข้อมูล โดยเมื่อได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบมาแล้ว ก็ใช้ โปรแกรม SPSS for Windows มาช่วยในการแปรข้อความ หรือข้อมูลเชิงคุณภาพที่นับได้ยากหรือนับไม่ได้ มาเป็น ข้อมูลเชิงปริมาณที่สามารถนับได้ เช่น มากที่สุดกำหนดให้มีค่าเป็น5 มากกำหนดให้มีค่าเป็น4 ปานกลางกำหนดให้มีค่าเป็น3 น้อยกำหนดให้มีค่าเป็น2 น้อยที่สุดกำหนดให้มีค่าเป็น1

67 67 แล้วนำข้อมูลแต่ละกรณี หรือหลาย กรณีมาผ่านวิธีปฏิบัติการทางสถิติ แล้ว แปลผลออกมาเป็น... - ค่าเฉลี่ย - ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ - ค่าอื่นๆ อีกหลายค่าตามต้องการ

68 68 การแปลความหมายผลการวิเคราะห์ ในรายงานผลการวิเคราะห์ มีการแปล ความหมายจากการวิเคราะห์ให้เป็นเนื้อหา ผู้ วิเคราะห์ต้องใช้เทคนิคในการอธิบายความหมาย ให้เกิดความเข้าใจอย่างเป็นระบบ ดังนี้ - เขียนอธิบายตามลำดับก่อนหลัง - เขียนอธิบายจากเรื่องใหญ่สุดไปหาเล็ก สุด - เขียนอธิบายจากเรื่องยากไปหาเรื่องง่าย - เขียนอธิบายจากเหตุไปหาผล - เขียนอธิบายไปตามขั้นตอน - เขียนอธิบายจากรูปธรรมไปหานามธรรม - เขียนอธิบายโดยใช้ภาษาที่เรียบง่ายและ ถูกต้อง

69 69 ตัวอย่างการเขียน ผลการวิเคราะห์ ในบทที่ 4

70 70

71 71

72 72

73 73

74 74

75 75 เทคนิคการเขียน บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ สรุปผลการศึกษา/วิเคราะห์ ข้อเสนอแนะ

76 76 สรุปผลการศึกษา/ผลการวิเคราะห์ การเขียนบทสรุปมีได้หลายแนวคิด หลายวิธี หลาย แนวทาง หลายตัวแบบ หรือหลายรูปแบบ โดยอาจนำ แนวคิดหรือแนวทางใดมาใช้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ทำรายงาน แต่ละคน สำหรับแนวทางการเขียนบทสรุปนี้ แบ่ง ออกเป็น 5 หัวข้อ โดย 3 หัวข้อแรกเป็นการสรุปเนื้อหา สำคัญที่ผู้ทำรายงานนำเสนอมาทั้งหมด และที่เหลือ 2 หัวข้อหลังเป็นการวิเคราะห์

77 77 ทั้ง 5 ขั้นตอนประกอบด้วย หนึ่ง การสรุปความสำคัญของเรื่องที่ทำรายงานและขอบเขต การนำเสนอ สอง การสรุปแนวคิดทางวิชาการของนักวิชาการ สาม การนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงของเรื่องที่ทำ รายงานมาปรับปรุงกับแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ หรือ การประยุกต์ สี่ การวิเคราะห์ด้วยกรอบแนวคิดทางวิชาการ ห้า การสรุปการวิเคราะห์ด้วยภาพหรือตาราง

78 78 ในบทนี้เป็นการสรุปผลการศึกษาวิเคราะห์โดยย่อ มีการ อภิปรายผลการศึกษาวิเคราะห์ ในสิ่งที่พบในบทที่ 4 เปรียบเทียบกับผลการศึกษาวิเคราะห์ในเรื่องเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกันของใครที่พบเช่นเดียวกับเรา หรือขัด แย้งกับสิ่งที่เราพบ มีการให้ข้อเสนอแนะ ว่าจะนำผลการศึกษาวิเคราะห์นี้ ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนางานงาน หรือปรับปรุงงานได้ อย่างไร? ต้องทำอะไร? เตรียมอะไร? มีข้อปฏิบัติอย่างไร? และถ้าจะศึกษาวิเคราะห์ในครั้งต่อไป ควรจะเป็นเรื่องใด? และทำในลักษณะใด?

79 79 การเขียนข้อเสนอแนะ หลังจากการตรวจสอบ หรือการวิจัย/วิเคราะห์เสร็จ ก็ จะเจอกับปัญหาอุปสรรค ต่างๆ แล้วต้องมานั่ง สรุปปัญหา ทั้งหมด เมื่อสรุปปัญหาทั้งหมดแล้วเราก็มาแยกว่าแต่ละ ปัญหา ถ้าเกิดแล้วจะส่งผลกระทบอย่างไร และมีผลกระทบ มากในระดับไหน สุดท้ายก็เสนอแนะวิธีการแก้ไข หรือเสนอข้อคิดเห็น เกี่ยวกับทางออกของปัญหานั้น ส่วนข้อดีไม่ต้องเอามา เสนอ การเสนอแนะจะทำก็ต่อเมือเจอข้อเสีย หรือต้องการ ให้เกิดสิ่งทีดีและเหมาะสมกว่า

80 80 รวมถึงหากได้ความคิดเห็นจากข้อเสนอแนะ จากการ สอบถาม หรือคุยกับผู้เกี่ยวข้อแล้วเขาชี้แจงเหตุผลมาให้ ทราบ เราก็เอามาลงในส่วนของความคิดเห็นของผู้้ เกี่ยวข้องได้ การเขียนข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัย/วิเคราะห์ในครั้ง ต่อไป เป็นการนำเสนอว่า ถ้าจะมีการวิจัย/วิเคราะห์ต่อไป ควรคำนึงถึงอะไรบ้าง หรือควรทำเรื่องอะไรบ้าง หรือ ควร จะเพิ่มตัวแปรอะไรบ้าง ควรปรับปรุงวิธีดำเนินการอย่างไร เครื่องมือในการวิจัย/วิเคราะห์ควรใช้แบบไหน ให้เสนอแนะว่าใคร หน่วยงานใด ควรจะดำเนินการ อะไรต่อไป ข้อเสนอแนะต้องเป็นข้อเสนอที่ได้จากการวิจัย/ วิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อเสนอแนะในเชิงทฤษฏี ที่ไม่ได้มาจากข้อ ค้นพบในการวิจัย/วิเคราะห์ และต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่วิจัย/วิเคราะห์


ดาวน์โหลด ppt 1 เรืองชัย จรุงศิรวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญ ระดับ 9 ประจำสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ◙ ที่ปรึกษาอธิการบดี

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google