งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

310322 C Programming Department of Computer Science C Programming Lecture no. 4.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "310322 C Programming Department of Computer Science C Programming Lecture no. 4."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 C Programming Department of Computer Science C Programming Lecture no. 4

2 2/52 ตัวแปร (variables) คือ การจองเนื้อที่ใน หน่วยความจำและตั้งชื่อไว้ เพื่อเรียกใช้งานในขณะ ปฏิบัติงาน  ค่า (contents) ของตัวแปรเปลี่ยนแปลงได้  ทั้งตัวแปร และ ตัวแปรที่กำหนดโดยผู้ใช้ (user defined variables ) ต้องประกาศก่อนใช้  ควรสร้างนิสัยตั้งชื่อตัวแปรด้วยตัวอักษรตัวเล็ก  ตัวอักษรตัวใหญ่ตัวเล็กมีผลแตกต่างกันในภาษา C  การประกาศค่าตัวแปรจะเริ่มหลังจากสิ้นประโยค main( ) ( แต่สามารถประกาศที่ไหนก็ได้ ) C Programming Department of Computer Science ตัวแปรในภาษาซี

3 3/52 ตัวแปรในภาษาซี (2)  การกำหนดชื่อตัวแปร มีหลักการดังนี้ 1. ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร 2. ห้ามใช้เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ในชื่อ ตัวแปร 3. สามารถใช้เครื่องหมาย underline ‘_’ ได้ 4. ห้ามใช้ reserved words เช่น int, float,etc.

4 4/52 การประกาศชื่อตัวแปรในภาษาซีสามารถทำได้ดังนี้ C Programming Department of Computer Science การประกาศตัวแปรในภาษาซี ; ตัวอย่างเช่น char ch; int num; float width; double height; unsigned int a; long int b; ซึ่งชนิดข้อมูล ก็คือ integer, character, float และ double

5 5/52 Expressions( นิพจน์ ) and Statements( คำสั่ง )  นิพจน์ (expression) ในภาษา C คือ การผสมผสานของ ค่าคงที่ (constants) ตัวแปร (variables) ตัวดำเนินการ (operators) และ function calls ตัวอย่างได้แก่: a + b 3.0*x tan(angle)  นิพจน์ส่วนใหญ่จะมีค่าตามสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นนิพจน์นั้น  ประโยคคำสั่งในภาษา C (a statement in C) เป็นเพียงนิพจน์ (expression) ที่มีการกำหนดการสินสุดด้วยเครื่องหมาย ; (terminated with a semicolon) ตัวอย่างได้แก่: sum = x + y + z; printf("Go Buckeyes!"); Department of Computer Science C Programming

6 6/52  การเขียนประโยคคำสั่ง (statements) ในภาษาซี แต่ ละคำสั่งจะประกอบด้วย ตัวระบุ (Identifier) คำสงวน ตัวแปรชื่อฟังก์ชั่น และตัวดำเนินการ (operator) ต่างๆ แต่ละคำสั่งจบลงด้วยเครื่องหมายอัฒภาค (;) เช่น C Programming Department of Computer Science การเขียนประโยคคำสั่ง printf ( “Hello” ); printf ( “ C \n” );  อาจเขียนในบรรทัดเดียวกันก็ได้ เช่น printf ( “Hello” );printf ( “ C \n” ); ทั้งสองแบบให้ผลลัพธ์เหมือนกัน

7 7/52  การแสดงผลลัพธ์ในภาษาซีจะใช้ฟังก์ชั่น printf โดยที่ฟังก์ชั่น printf มีรูปแบบดังนี้ o ส่วนควบคุมการพิมพ์ จะเป็นข้อความและรูปแบบ ของการพิมพ์โดยอยู่ในเครื่องหมาย “ ” o อาร์กิวเมนต์ เป็นส่วนที่จะนำข้อมูลมาพิมพ์ ตามรูปแบบที่กำหนดมาในส่วนควบคุมการพิมพ์ C Programming Department of Computer Science การแสดงผลลัพธ์ในภาษาซี printf( ส่วนควบคุมการพิมพ์, อาร์กิวเมนต์, …)

8 8/52  รูปแบบการพิมพ์สำหรับตัวเลขมีดังนี้ %d พิมพ์ข้อมูลจำนวนเต็มด้วยเลขฐานสิบ %o พิมพ์ข้อมูลจำนวนเต็มด้วยเลขฐานแปด %x พิมพ์ข้อมูลจำนวนเต็มด้วยเลขฐานสิบหก %u พิมพ์ข้อมูลด้วยเลขฐานสิบแบบไม่คิด เครื่องหมาย %e พิมพ์ข้อมูลด้วยตัวเลขแบบวิทยาศาสตร์ เช่น 2.13e45 %f พิมพ์ข้อมูลด้วยตัวเลขมีจุดทศนิยม %g พิมพ์ข้อมูลด้วยรูปแบบ %e หรือ %f โดยเลือกแบบที่สั้นที่สุด C Programming Department of Computer Science รูปแบบที่ใช้กำหนดการพิมพ์ใน printf

9 9/52 ข้อสังเกต  ตัวเลขประเภทเลขจำนวนเต็ม มีการแสดงผล ได้หลายแบบ ดังนั้น ต้องระมัดระวังในการ เลือกรูปแบบทั้งในการรับค่า หรือ การแสดงผล  เช่น  17 เป็น decimal integer constant  017 เป็นoctal integer constant  0x17 เป็นhexadecimal integer constant Department of Computer Science C Programming

10 10/52  รูปแบบการพิมพ์สำหรับสตริงมีดังนี้ %c พิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวเดียว %s พิมพ์ด้วยข้อความ  ตัวอย่างการคำสั่ง printf เช่น C Programming Department of Computer Science รูปแบบที่ใช้กำหนดการพิมพ์ใน printf printf ( “%d %f %s“, 20, 25.5, “Hello” ); คู่ที่ 1 คู่ที่ 2 คู่ที่ 3

11 11/52  เครื่องหมายสำหรับปรับเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูล ในการแสดงผล o เครื่องหมายลบ ให้พิมพ์ข้อมูลชิดขอบซ้าย ( ปกติข้อมูลทั้งหมดจะพิมพ์ชิดขวา ) o สตริงตัวเลข ระบุความกว้างของฟิลด์ o จุดทศนิยม เป็นการกำหนดความกว้างของ จุดทศนิยม  ตัวอย่างการใช้เครื่องหมายปรับเปลี่ยนรูปแบบของ การแสดงผล C Programming Department of Computer Science เครื่องหมายปรับเปลี่ยนรูปแบบข้อมูล printf ( “%3d %-6.0f “, 20, 25.5 );

12 12/52  การรับข้อมูลเข้ามาใช้งานในภาษาซีจะใช้ฟังก์ชั่น scanf รูปแบบของ scanf ( ) o ส่วนควบคุมข้อมูล เป็นการกำหนดรูปแบบ ข้อมูลในเครื่องหมาย “ ” o อาร์กิวเมนต์ เป็นส่วนที่จะนำข้อมูลมาเก็บ ( ในตัวแปร ) ซึ่งชนิดของข้อมูลต้องตรงตาม รูปแบบที่กำหนดในส่วนควบคุมข้อมูล C Programming Department of Computer Science การรับข้อมูลเข้าในภาษาซี scanf( ส่วนควบคุมข้อมูล, อาร์กิวเมนต์,...)

13 13/52  การกำหนดลักษณะอาร์กิวเมนต์มีได้ 2 แบบดังนี้ o ถ้าข้อมูลนั้นอาจจะนำไปใช้ในการคำนวณ จะใส่เครื่องหมาย & หน้าตัวแปร o ถ้าข้อมูลนั้นเป็นข้อความที่จะนำไปเก็บไว้ในตัว แปรเลยไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมาย & หน้า ตัวแปร  ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชั่น scanf C Programming Department of Computer Science การรับข้อมูลเข้าในภาษาซี scanf ( “%d “,&num); scanf ( “%s “,str);

14 14/52  เครื่องหมายที่ใช้คำนวณในภาษาซีเรียกว่า ตัวดำเนินการ (Operator) มีดังนี้ C Programming Department of Computer Science เครื่องหมายที่ใช้คำนวณในภาษาซี ตัวดำเนินการความหมายตัวอย่างผลลัพธ์ + การบวก การลบ 7 – 52 * การคูณ 3 * 412 / การหาร 8/24 - ลบ ( ยูนารีเครื่องหมายลบ )-5 % โมดูลัส ( หาเศษเหลือจากการหาร ) 7 % 21 4 % 20

15 15/52  ทำได้โดยระบุชนิดที่ต้องการเปลี่ยนภายใน เครื่องหมาย ( ) แล้ววางหน้าตัวแปรหรือข้อมูล ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชนิด  ตัวอย่าง ถ้าในโปรแกรมภาษาซีมีการประกาศ ตัวแปรเป็น ต้องการเปลี่ยนตัวแปร float ไปเป็น integer ทำได้ดังนี้ C Programming Department of Computer Science การเปลี่ยนชนิดของข้อมูล float money; (int) money;

16 16/52 ตัวอย่างการเปลี่ยนชนิดของข้อมูล int cost; cost = ; ได้ผลรับเท่ากับ... int cost; cost = (int) 2.7+(int) 4.5; ได้ผลรับเท่ากับ... Department of Computer Science C Programming

17 17/52 ตัวดำเนินการกำหนดค่า The Assignment Operator  ในภาษาC, ตัวดำเนินการในการกำหนดค่า (the assignment operator) คือ การใช้เครื่องหมาย เท่ากับ (equal sign) “ = “ และเป็นการใช้เพื่อ กำหนดค่าให้ตัวแปรในนิพจน์นั้นๆ ตัวอย่างได้แก่: i=0; x=34.8; sum=a+b; slope=tan(rise/run); midinit='J'; j=j+3;  เมื่อใช้ในลักษณะนี้ เครื่องหมายเท่ากับ จะถูกอ่านว่า “ได้รับค่า” (“gets”) และให้สังเกตว่าเมื่อกำหนดค่าเป็นค่าข้อมูลประเภทตัว อักขระ (character) ตัวอักขระนั้นๆต้องอยู่ภายใต้เครื่องหมาย ‘...‘ (enclosed in single quotes) Department of Computer Science C Programming

18 18/52 การประเมินค่าของตัวดำเนินการกำหนดค่า The Assignment Operator Evaluation  ในประโยคกำหนดค่า (assignment statement) a=7;  มีสองสิ่งที่เกิดขึ้น คือ  The integer variable ‘a’ gets the value of 7, and  the expression a=7 evaluates to 7.  ลักษณะเช่นนี้ทำให้สามารถดำเนินการกำหนดค่า แบบ multiple assignments of the same value to several variables in a single statement ได้ โดยสะดวก เช่น x=y=z=13.0; Department of Computer Science C Programming

19 19/52  นิพจน์กำหนดค่า (Assignment expression) เครื่องหมายที่ใช้กำหนดค่าคือ = โดยเป็นการ กำหนดค่าทางขวาของเครื่องหมาย ให้กับตัวแปร ที่อยู่ทางซ้าย เช่น C Programming Department of Computer Science นิพจน์กำหนดค่า j = 7+2; k = k + 4; หรือ

20 20/52 นิพจน์กำหนดค่า C Programming Department of Computer Science สัญลักษณ์ความหมาย > มากกว่า < น้อยกว่า >= มากกว่าหรือเท่ากับ <= น้อยกว่าหรือเท่ากับ == เท่ากับ != ไม่เท่ากับ

21 21/52  ความแตกต่างของเครื่องหมาย = และ == o เครื่องหมาย = เป็นตัวกำหนดค่า o เครื่องหมาย == เป็นเครื่องหมายเปรียบเทียบ ตัวอย่างเช่น หมายถึง เป็นการกำหนดค่าให้กับตัวแปร point ให้มีค่าเท่ากับ 44 หมายถึง เป็นการตรวจสอบว่าค่า point มีค่า เท่ากับ 44 หรือไม่ C Programming Department of Computer Science นิพจน์กำหนดค่า point = 44; point == 44;

22 22/52  เครื่องหมายและนิพจน์เปรียบเทียบแบบ ตรรกศาสตร์ && หมายถึง และ (and) | | หมายถึง หรือ (or) ! หมายถึง ไม่ (not) ตัวอย่างเช่น จะได้ค่าความจริงเป็นจริงก็ต่อเมื่อ a และ b เป็นจริงทั้งคู่ จะได้ค่าความจริงเป็นเท็จก็ต่อเมื่อ a และ b เป็นเท็จทั้งคู่ C Programming Department of Computer Science เครื่องหมายและนิพจน์แบบตรรกศาสตร์ a && b a || b

23 23/52  สามารถใช้เครื่องหมายต่อไปนี้แทนการเพิ่มหรือ ลดค่าของตัวแปร ++ เป็นการเพิ่มค่าให้กับตัวแปรทีละ 1 -- เป็นการลดค่าตัวแปรทีละ 1  ตัวอย่างเช่น ++n เป็นการเพิ่มค่า n อีก 1 --n เป็นการลดค่า n ลง 1  ความแตกต่างระหว่าง n++ และ ++n เช่น n = 5; x = n++; จะได้ค่า x เท่ากับ 5 แล้วค่า n เท่ากับ 6 แต่ถ้า x = ++n; จะได้ค่า x เท่ากับ C Programming Department of Computer Science การเพิ่มค่าและลดค่าตัวแปร

24 24/52 ตัวอย่างการเพิ่มค่าและลดค่าตัวแปร ความแตกต่างระหว่าง count++ และ ++count เช่น count = 5; x = count++; จะได้ค่า x เท่ากับ 5 แล้วค่า count เท่ากับ 6 count = 5; x = ++count; จะได้ค่า x เท่ากับ 6 Department of Computer Science C Programming

25 25/52 การกำหนดค่าเริ่มต้นให้ตัวแปร Initializing Variables  ตัวแปรภาษาซึ (C Variables) สามาถถูกกำหนดค่า เริ่มต้น (initialized with a value) เมื่อมีการ ประกาศตัวแปรนั้นๆ ได้ int count = 10;  โดยทั่วไป ผู้เขียนโปรแกรมไม่ควรคิดเอาเองว่าตัว แปรจะถูกกำหนดค่าเริ่มต้นให้โดยปริยายอย่าง อัตโนมัติโดยตัวคอมไพเลอร์  นักเขียนโปรแกรมต้องทำให้มั่นใจได้ว่าตัวแปรมี ค่าที่เหมาะสมก่อนที่มันจะถูกใช้ในนิพจน์ต่างๆ

26 26/52 ตัวอย่างการกำหนดค่าเริ่มต้น Initializing Variables Example  ตัวอย่าง 2 วิธี ในการกำหนดค่าเริ่มต้น: #include main () { int sum=33; float money=44.12; char letter; double pressure; letter='E'; /* assign character value */ pressure=2.01e-10; /*assign double value */

27 27/52 Initializing Variables Example (2) printf("value of sum is %d\n",sum); printf("value of money is %f\n",money); printf("value of letter is %c\n",letter); printf("value of pressure is %e\n",pressure); } value of sum is 33 value of money is value of letter is E value of pressure is e-10

28 28/52 Arithmetic Operators  The primary arithmetic operators and their corresponding symbols in C are:  When the / operator is used to perform integer division the resulting integer is obtained by discarding (or truncating) the fractional part of the actual floating point value. For example: 1/2 0 3/2 1

29 29/52 Arithmetic Operators (2)  The modulus operator % only works with integer operands. The expression a%b is read as “a modulus b” and evaluates to the remainder obtained after  dividing a by b. For example 7 % % 3 0  Negation - Multiplication * Addition + Subtraction -

30 30/52 Operator precedence and Associativity Operator precedenceAssociativity () ++(postfix) --(postfix)left to right +(unary) –(unary) ++(prefix) --(prefix)right to left * / %left to right + -left to right = += -= *= /= etc.right to left

31 31/ C Programming Department of Computer Science การตรวจสอบเงื่อนไข  การตรวจสอบเงื่อนไขในภาษาซี สามารถทำได้ โดยใช้ประโยคคำสั่ง if โดยการตรวจสอบ เงื่อนไขจะแบ่งเป็น 3 รูปแบบดังนี้ o เงื่อนไขเดียว การใช้ประโยคคำสั่ง if ใน เงื่อนไขประเภทนี้มีรูปแบบดังนี้ เงื่อนไข คือ เงื่อนไขที่ต้องการตรวจสอบ ประโยคคำสั่ง หมายถึง ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง จะสั่งให้โปรแกรมดำเนินการอย่างไร if ( เงื่อนไข ) ข้อความสั่ง ;

32 32/ C Programming Department of Computer Science การตรวจสอบเงื่อนไข (2)  ในส่วนของประโยคคำสั่ง หากมีมากกว่า 1 ประโยคำสั่งจะใช้ต้องอยู่ภายในเครื่องหมาย { } รูปแบบของการใช้ if จึงเปลี่ยนเป็น if ( เงื่อนไข ) { ข้อความสั่งที่ 1; ข้อความสั่งที่ 2; … ; ข้อความสั่งที่ n; }

33 33/ C Programming Department of Computer Science การตรวจสอบเงื่อนไข (3)  สองเงื่อนไข การตรวจสอบเงื่อนไขสองเงื่อนไขโดยใช้ if มีรูปแบบดังนี้ if ( เงื่อนไข ) ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นจริง ; else ข้อความสั่งกรณีที่เงื่อนไขเป็นเท็จ ;

34 34/ C Programming Department of Computer Science การตรวจสอบเงื่อนไข (4)  ในส่วนของประโยคคำสั่ง หากมีมากกว่า 1 ประโยคำสั่งจะใช้ต้องอยู่ภายในเครื่องหมาย { } รูปแบบของการใช้ if จึงเปลี่ยนเป็น if ( เงื่อนไข ) { ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นจริง 1; ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นจริง 2; …; } else { ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นเท็จ 1; ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นเท็จ 2; …; }

35 35/ C Programming Department of Computer Science การตรวจสอบเงื่อนไข (5)  หลายเงื่อนไข การตรวจสอบเงื่อนไขหลายเงื่อนไขโดยใช้ if มีรูปแบบดังนี้ if ( เงื่อนไขที่ 1 ) ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขที่ 1 เป็นจริง ; else if ( เงื่อนไขที่ 2 ) ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขที่ 2 เป็นจริง ; else if ( เงื่อนไขที่ 3 ) ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขที่ 3 เป็นจริง ; … else ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขสุดท้ายเป็นจริง ;

36 36/ C Programming Department of Computer Science การตรวจสอบเงื่อนไข (6)  ในส่วนของประโยคคำสั่ง หากมีมากกว่า 1 ประโยคำสั่งจะใช้ต้องอยู่ภายในเครื่องหมาย { } รูปแบบของการใช้ if จึงเปลี่ยนเป็น if ( เงื่อนไขที่ 1 ) { ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นจริง 1; ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นจริง 2; …; } else if ( เงื่อนไขที่ 2 ) { ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นเท็จ 1 ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นเท็จ 2; …; } …

37 37/ C Programming Department of Computer Science การตรวจสอบเงื่อนไขแบบซ้อน  ในการตรวจสอบเงื่อนไขโดยใช้ if นั้น อาจใช้ if ซ้อน if เพื่อให้การตรวจสอบเงื่อนไข เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น มีรูปแบบดังนี้ if ( เงื่อนไขที่ 1 ) if ( เงื่อนไขที่ 2 ) ข้อความสั่งในกรณีที่เงื่อนไขเป็นจริง 1;  หากมีหลายข้อความสั่ง ข้อความสั่งนั้นจะอยู่ใน { } เหมือนกับการใช้ if ทั่วไป

38 38/ C Programming Department of Computer Science ผังงานแทนคำสั่ง if เงื่อนไข ประโยคคำสั่ง 1 ประโยคคำสั่ง 2 … จริง เท็จ

39 39/ C Programming Department of Computer Science ผังงานแทนคำสั่ง if-else เงื่อนไข ประโยคคำสั่งกรณีเป็นจริง 1 ประโยคคำสั่งกรณีเป็นจริง 2 … จริงเท็จ ประโยคคำสั่งกรณีเป็นเท็จ 1 ประโยคคำสั่งกรณีเป็นเท็จ 2 …

40 40/52 ตัวดำเนินการตรรกะ C Programming Department of Computer Science ตัวดำเนินการตรรกะความหมาย > มากกว่า < น้อยกว่า >= มากกว่าหรือเท่ากับ <= น้อยกว่าหรือเท่ากับ == เท่ากับ != ไม่เท่ากับ

41 41/ C Programming Department of Computer Science ตัวอย่างนิพจน์ X > 5A > BX + Y <= a + b 2.0 * x > 5.0 * y + 7.0B == 5  ตัวอย่างการใช้ if กับนิพจน์คณิศาสตร์ if ( score >= 80 ) grade = ‘A’; if ( totalsale == 1000 ) discount = totalsale * 20/100

42 42/52 ตัวดำเนินการเชื่อมตรรกะ C Programming Department of Computer Science ตัวดำเนินการเชื่อมตรรกะความหมาย && ตัวเชื่อมและ (and) || ตัวเชื่อมหรือ (or) ! ตัวนิเสธ (Not)  ตัวดำเนินการเชื่อมตรรกะช่วยให้เราสามารถเชื่อม นิพจน์ทางตรรกะ ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์ดังนี้

43 43/52 ตัวอย่างการใช้ตัวดำเนินการเชื่อมตรรกะ C Programming Department of Computer Science PQP && QP || Q TTTT TFFT FTFT FFFF  ตัวดำเนินการเชื่อมตรรกะช่วยให้เราสามารถเชื่อม นิพจน์ทางตรรกะ ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์ดังนี้

44 44/ C Programming Department of Computer Science ตัวอย่างนิพจน์ที่ใช้ตัวดำเนินการเชื่อมตรรกะ  ตัวอย่างการใช้ if ร่วมกับตัวดำเนินการเชื่อม ตรรกะกับนิพจน์คณิศาสตร์ if ( ( score >= 80 ) || ( score <= 100 ) ) grade = ‘A’; if ( ( total > 2000 ) || ( total < 5000 ) ) discount = totalsale * 20/100

45 45/ C Programming Department of Computer Science ตัวดำเนินการเงื่อนไข  ตัวดำเนินการเงื่อนไข (?:) เป็นการเขียนอย่าง ย่อของคำสั่ง if-else ซึ่งมีรูปแบบดังนี้ นิพจน์ 1 ? นิพจน์ 2 : นิพจน์ 3  ความหมายของตัวดำเนินการเงื่อนไขข้างต้น หมายถึง หากนิพจน์ 1 เป็นจริงแล้วให้ดำเนินการ ตามนิพจน์ 2 แต่ถ้าหากนิพจน์ 1 เป็นเท็จให้ ดำเนินการตามนิพจน์ 3

46 46/ C Programming Department of Computer Science ตัวอย่างการใช้ตัวดำเนินการเงื่อนไข discount = (total > 2000) ? total * 10/100 : 0.0;  ความหมายของนิพจน์ข้างต้นเทียบได้กับ if ( total > 2000 ) discount = total * 10/100; else discount = 0.0;

47 47/ C Programming Department of Computer Science การตรวจสอบเงื่อนไขโดยใช้ switch switch ( ตัวแปรที่ต้องการตรวจสอบ ) { case เงื่อนไขที่ 1 : คำสั่งที่ 1; คำสั่งที่ 2; break; case เงื่อนไขที่ 2 : คำสั่งที่ 1; คำสั่งที่ 2; break; … default : คำสั่งที่ 1; คำสั่งที่ 2; }  คำสั่ง switch เป็นคำสั่งเงื่อนไขที่เหมาะสำหรับ เงื่อนไขที่มีตัวเลือกมากกว่าหนึ่งตัวเลือก รูปแบบ ของคำสั่ง switch เป็นดังนี้

48 48/ C Programming Department of Computer Science ตัวอย่างการใช้ switch switch ( ch ) { case ‘ 1 ’ : printf( “ Red\n ” ); case ‘ 2 ’ : printf( “ Blue\n ” ); case ‘ 3 ’ : printf( “ Yellow\n ” ); default : printf( “ White\n ” ); }

49 49/ C Programming Department of Computer Science ตัวอย่างการใช้ switch switch ( ch ) { case ‘ 1 ’ : printf( “ Red\n ” ); break; case ‘ 2 ’ : printf( “ Blue\n ” ); break; case ‘ 3 ’ : printf( “ Yellow\n ” ); break; default : printf( “ White\n ” ); }

50 50/ C Programming Department of Computer Science ผังงานแทนคำสั่ง switch เงื่อนไขที่ 1 จริง เท็จ ประโยคคำสั่ง break; เงื่อนไขที่ 2 ประโยคคำสั่ง break; เงื่อนไขที่ n ประโยคคำสั่ง break; เท็จ จริง

51 END C Programming Department of Computer Science

52 END C Programming Department of Computer Science


ดาวน์โหลด ppt 310322 C Programming Department of Computer Science C Programming Lecture no. 4.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google