งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ช่วยสนองความ ต้องการของบุคคลในสังคมทั้งในด้านสิ่งบริโภคและ อุปโภค ในสังคมที่แตกต่างกัน.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ช่วยสนองความ ต้องการของบุคคลในสังคมทั้งในด้านสิ่งบริโภคและ อุปโภค ในสังคมที่แตกต่างกัน."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ช่วยสนองความ ต้องการของบุคคลในสังคมทั้งในด้านสิ่งบริโภคและ อุปโภค ในสังคมที่แตกต่างกัน ย่อมมีระเบียบแบบแผนใน การผลิต การจำหน่ายการบริโภคอุปโภคที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อสังคม เช่น สังคมที่มีประชากรมาก และมีทรัพยากรจำกัด อาจต้องใช้วิธีการแบ่งปันทรัพยากร กันกินและใช้

2 ความหมายของสถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึง แบบของการคิดการกระทำเกี่ยวกับเรื่อง การผลิตสินค้าและอาหารต่างๆ รวมทั้งการแจกจ่ายสินค้าและการ ให้บริการต่างๆ ให้แก่สมาชิกในสังคม สถาบันเศรษฐกิจเป็นกฎเกณฑ์ ข้อบังคับที่ลูกจ้าง นายจ้าง เจ้าของโรงงาน ธนาคารและผู้ผลิตสินค้า และบริการในเรื่องต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามจากความหมายข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึง กลุ่มของบรรทัดฐานที่ นำเอามาเป็นแนวทางในการทำการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจกและ การบริโภค เพื่อก่อให้เกิดการกินดีอยู่ดี โดยมีกลุ่มสังคมต่างๆ รับผิดชอบโดยปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่สังคมได้วางไว้ สถาบันเศรษฐกิจมีเป้าหมายอยู่ที่การกินดีอยู่ดีของประชาชน ดังนั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงเกี่ยวข้องกับกรรมวิธีที่จะก่อให้เกิดความมั่งมี การกินดีอยู่ดี หรืออย่างน้อยก็เพื่อการมีกินมีใช้ของประชาชน กรรมวิธี ดำเนินการมักขึ้นอยู่กับปรัชญาทางเศรษฐกิจของผู้มีบทบาทอำนาจ หน้าทีทางเศรษฐกิจของสังคมนั้นๆ เพื่อจะกำหนดว่ากิจกรรมทาง เศรษฐกิจควรจะดำเนินไปในรูปแบบใด จะให้ประชาชนมีสิทธิในการ ดำเนินการผลิตเอง มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน รัฐจะเข้าควบคุมหรือ ปล่อยให้เอกชนดำเนินงานอย่างเสรี ฯลฯ เหล่านี้เป็นวิธีการซึ่งมี เป้าหมายคือการมีกินมีใช้

3 องค์ประกอบของสถาบันเศรษฐกิจที่ สำคัญ 1. ทรัพย์สิน 2. สัญญาหรือนิติกรรม 3. อาชีพ 4. การแลกเปลี่ยน 5. ตลาด

4 1. ทรัพย์สิน ทรัพย์สิน เป็นองค์ประกอบของสถาบันเศรษฐกิจ ซึ่งกำหนดสิทธิและ หน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของ ซึ่งเป็นสิ่งที่หายาก เป็นสิ่งมีค่า และเปลี่ยน มือได้ สิ่งของซึ่งอาจจะถือกรรมสิทธิ์ได้นี้ อาจจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น เสื้อผ้า รถยนต์ ฯลฯ หรือเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ชื่อเสียง 2. สัญญา สัญญา เป็นองค์ประกอบของสถาบันเศรษฐกิจที่ช่วยให้ทรัพย์สินสามารถ เปลี่ยนมือกันได้อย่างเป็นระเบียบ และเป็นหลักฐาน สัญญาเป็นการ กำหนดคุณค่าและบรรทัดฐานซึ่งมนุษย์ยึดถือร่วมกัน เพื่อเป็นเงื่อนไขหรือ ขั้นตอนในการจัดระเบียบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเป็นพื้นฐานร่วมกันใน การต่อรองและการกำหนดขอบเขตที่บุคคลอาจจะแสวงหาผลประโยชน์ ได้ในทางเศรษฐกิจ สัญญา หมายถึง ข้อตกลงระหว่างคู่กรณีสองฝ่ายหรือมากกว่านั้น อาจเป็น บุคคลหรือกลุ่มคนก็ได้สัญญาเป็นการแลกเปลี่ยนคำมั่นสัญญา หรือเป็น แลกเปลี่ยนระหว่างทรัพย์สินกับเงิน อันเป็นค่าตอบแทนทรัพย์สินนั้น สัญญาอาจจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ เช่น เมื่อแม่ค้าหยิบกล้วย ส่งให้ลูกค้าหนึ่งหวี แม่ค้าผู้นั้นมีความคาดหวังว่าผู้ซื้อจะต้องให้เงินค่า กล้วยนั้นทันที ความเข้าใจเช่นนี้เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเสมือน ข้อตกลงหรือสัญญา ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ในตัว เป็นต้น

5 3. อาชีพ อาชีพ หมายถึง การกระทำในลักษณะใดลักษณะหนึ่งระหว่างสมาชิกใน สังคม ที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบและความชำนาญการ แล้วก่อให้เกิด ผลผลิตหรือเป็นรายได้ ซึ่งมีมากมายหลายอาชีพในสังคมมนุษย์ ซึ่งเป็น องค์ประกอบที่สำคัญที่กำหนดบทบาททางเศรษฐกิจของประชาชน เรียกว่า การผลิต การผลิต หมายถึง การสร้างและบริการประเภทเศรษฐทรัพย์ขึ้นเพื่อ บำบัดความต้องการของมนุษย์ หรือเพื่อให้มนุษย์เกิดความพึงพอใจ องค์ประกอบของการผลิตและบริการแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) ที่ดิน (land) หมายถึง ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของกิจกรรมการผลิตและ ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ที่ติดกับที่ดิน ทั้งที่อยู่เหนือพื้นดิน บนดิน และ ใต้ดิน เช่น ลม ฟ้า อากาศ น้ำมันดิบ น้ำ สัตว์ป่า ป่าไม้ แร่ธาตุ ฯลฯ 2) แรงงาน (labour) หมายถึง กำลังกายและกำลังความคิดของ มนุษย์ที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อแสวงหารายได้มาเลี้ยงชีพ ผู้ใช้แรงงานจะได้รับค่าจ้างเป็นผลตอบแทน ประเทศไทยกำหนดอายุ ขั้นต่ำของแรงงานในภาคเกษตรกรรมต้องมีอายุปี 13 ปีขึ้นไป เพราะมี ลักษณะงานไม่ยุ่งยากซับซ้อน ส่วนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมแรงงาน ต้องมีอายุขั้นต่ำ 15 ปี ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 เรียกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541

6 3) ทุน (capital) ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นสำหรับใช้ร่วมกับ ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ เพื่อผลิตสินค้าและบริการ ได้แก่ สิ่งก่อสร้าง เช่น โรงงาน ถนน สะพาน ทางรถไฟ ฯลฯ เครื่องจักรเครื่องมือในการผลิตและ วัตถุดิบ เรียกว่า สินค้าทุน มิได้หมายถึง ทุนที่เป็นตัวเงินหรือเงินทุน เพราะเงินทุนเป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าทุน 4) ผู้ประกอบการ (entrepreneur) หมายถึง ผู้ที่นำเอาที่ดินแรงงานและทุนมาดำเนินการผลิตสินค้าและ บริการเพื่อความต้องการของมนุษย์ ผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การผลิตสินค้าเป็นอย่างดี สามารถคาดคะเนความต้องการของผู้บริโภคใน อนาคตได้ถูกต้อง เป็นผู้ที่ตัดสินใจว่าจะผลิตอะไร ปริมาณเท่าใด ใช้ เทคนิคการผลิตแบบไหน ผลิตแล้วขายให้ใคร ราคาต่อหน่วยควรจะเป็น อย่างไรจึงจะได้กำไรสูงสุด ฉะนั้น ผู้ประกอบจึงมีบทบาทสำคัญมากที่สุด ในการพัฒนาและสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ

7 ลำดับขั้นในการ ผลิต ในสมัยก่อน ครัวเรือนจะผลิตสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตขึ้น ใช้เอง เช่น ชาวไร่ชาวนาจะปลูกข้าว ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงเป็ดไก่ไว้เป็น อาหารในครัวเรือน เลี้ยงวัวไว้ไถไร่ไถนา ทอผ้าใช้เอง ทำเครื่องมือในการ ประกอบอาชีพเอง ฯลฯ ต่อมาจึงรู้จักแบ่งงานกันทำตามความถนัด ใคร ปลูกข้าวเก่งก็ให้ปลูกข้าว ใครตีมีดเก่งก็ให้ตีมีด แล้วนำสินค้ามา แลกเปลี่ยนกัน ต่อมาเพื่อให้ได้ผลิตผลมาก มนุษย์ก็เริ่มใช้เครื่องจักรเข้า ช่วย ทำให้การผลิตได้มากขึ้นจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมการผลิต เปลี่ยน จากการทำเพื่อใช้ในครอบครัวมาเป็นการผลิตจำนวนมาก ๆ เพื่อซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันในหมู่บ้าน ในเมือง ในประเทศ และขยายออกเป็นการค้า ระหว่างประเทศ โดยใช้บริการด้านการขนส่ง การค้าส่ง และการค้าปลีก นำสินค้าที่ผลิตได้ไปสู่มือผู้บริโภค

8 ลำดับขั้นในการผลิตของมนุษย์แบ่งออกได้ เป็น 3 ขั้นคือ 1.การผลิตขั้นต้นหรือขั้นปฐมภูมิ (primary production) เป็นกิจกรรมการผลิตขั้นแรกสุด ซึ่งเป็นกิจกรรมดั้งเดิมของ มนุษย์ เช่น การเพาะปลูก การล่าสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การประมง การทำป่าไม้ ฯลฯ เป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ โดยการผลิตอย่างง่าย ๆ 2. การผลิตขั้นแปรรูปหรือขั้นทุติยภูมิ (Secondary production) หมายถึง กิจกรรมการผลิตในระดับสูงขึ้น และมีขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น การผลิตในขั้นนี้มีการพึ่งพาธรรมชาติน้อยลง โดยนำสิ่งที่มีอยู่ตาม ธรรมชาติ หรือสิ่งที่ผลิตขึ้นเองมาแปรสภาพและตกแต่งให้เกิดประโยชน์ มีคุณค่าและตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้เครื่องจักรและ โรงงานช่วยในการผลิต ได้แก่ หัตถกรรมและอุตสาหกรรม 3. การผลิตขั้นบริการหรือขั้นตติยภูมิ (Tertiary production) เป็นกิจกรรมการผลิตในทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้มีการแปรรูปหรือเปลี่ยน สภาพสิ่งของ แต่เป็นกิจกรรมบริการความสะดวก เพื่อเอื้ออำนวยให้ ผลิตผลที่ได้จากขั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิไปสู่มือผู้บริโภค เช่น การค้า การ ขนส่ง การสื่อสาร การเงิน การธนาคาร การแสดง การเสริมสวย การสอน ฯลฯ

9 การกำหนดปริมาณการผลิต ตามปกติผู้ผลิตจะเลือกผลิตสินค้าชนิดหนึ่งในปริมาณที่เขาคาดว่าจะทำ กำไรมากที่สุด โดยคำนึงถึงสินค้าที่ขาย และค่าใช้จ่ายในการผลิต โดย คาดคะเนจากอุปสงค์ของผู้บริโภค และอุปทานของสินค้าในตลาด อุปสงค์ (demand) หมายถึง ความต้องการของผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้าและบริการอย่างใด อย่างหนึ่ง ณ ระดับราคาต่าง ๆ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งด้วยเงินที่มีอยู่ กฎ ของอุปสงค์กำหนดว่า "ปริมาณสินค้าและบริการชนิดใดที่ผู้บริโภค จะซื้อในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ย่อมมีความสัมพันธ์ผกผันกับราคา สินค้าและบริการชนิดนั้น" นั่นคือ เมื่อราคาสินค้าลดลง ความต้องการซื้อ สินค้าชนิดนั้นจะสูงขึ้น และเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ความต้องการซื้อสินค้านั้น ก็จะลดลง เช่น เงาะตอนต้นฤดูราคาแพงถึงกิโลกรัมละ 15 บาท ผู้บริโภค อาจซื้อเพียง 1 กิโลกรัม แต่พอเงาะลดราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท ผู้บริโภคอาจซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 2 กิโลกรัม อุปสงค์มีองค์ประกอบ 3 อย่าง 1) ความต้องการซื้อ 2) ความเต็มใจหรือยินดีซื้อ 3) ความสามารถจ่ายหรือมีเงินที่จะซื้อ องค์ประกอบนี้ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ถือเป็นอุปสงค์

10 อุปทาน (supply) หมายถึง ความสามารถในการผลิต หรือเสนอขายสินค้าและบริการ อย่างใดอย่างหนึ่งมาสนองความต้องการของผู้บริโภค ณ ระดับราคาต่าง ๆ กันในเวลาใดเวลาหนึ่ง เป็นสภาพการตัดสินใจของผู้ผลิตหรือผู้ขาย ว่า จะขายสินค้าเป็นจำนวนเท่าใด และจะขายในราคาใด ตามปกติผู้ผลิต หรือผู้ขายต้องการกำไรสูงสุด กฎของอุปทานคือ "อุปทานของสินค้า และบริการชนิดใดชนิดหนึ่งย่อมแปรผันโดยตรงกับราคา" กล่าวคือ เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณสินค้าที่ผลิตหรือเสนอขายจะมากขึ้น และ เมื่อราคาสินค้าต่ำลง ปริมาณสินค้าที่ผลิตหรือเสนอขายจะลดลง เช่น ถ้า ขายเงาะได้ราคาแพงถึงกิโลกรัมละ 15 บาท เขาอาจรับเงาะมาขายวันละ 30 กิโลกรัม แต่ถ้าขายเงาะได้เพียงกิโลกรัมละ 10 บาท เขาก็จะรับเงาะ มาขายน้อยลงเหลือเพียงวันละ 20 กิโลกรัม การแลกเปลี่ยน (exchange) การแลกเปลี่ยน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของสถาบัน เศรษฐกิจปัจจุบัน นักเรียนคงจะสังเกตเห็นว่า ชาวนาชาวไร่มิได้ปลูกข้าว หรือเลี้ยงสัตว์เพียงเพื่อบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น แต่จะทำการผลิตจำนวน มากเพื่อนำไปซื้อขาย แลกเปลี่ยนเอาสินค้าอื่นมาบำบัดความต้องการของ ตนเองและสมาชิกในครอบครัว จึงเกิดการแลกเปลี่ยน

11 การแลกเปลี่ยน หมายถึง การเปลี่ยนความเป็นเจ้าของในสินค้าหรือบริการ โดยการโอนหรือการโยกย้ายกรรมสิทธิ์หรือความเป็นเจ้าของระหว่างบุคคล หรือธุรกิจ ในปัจจุบันกลไกของการแลกเปลี่ยนมีความสะดวกและรวดเร็ว เช่น เงินตรา สถาบันการเงิน พ่อค้าคนกลาง และตลาด ฯลฯ การแลกเปลี่ยนแบ่งออกเป็น 3 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่ 1.โดยทางอ้อม เป็นการแลกเปลี่ยนของขวัญหรือการให้วัตถุหรือสิ่งของ ซึ่งถือเป็นของขวัญให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบแทนด้วย ของขวัญเช่นกัน 2.โดยทางตรง เป็นการแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของกันตรงไปตรงมา 3.โดยใช้สื่อกลาง เป็นการแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา สินเชื่อ การให้เครดิต (เป็นการแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราคราวละมาก ๆ เช่น เช็คตั๋วแลกเงิน บัตร เครดิต ฯลฯ) ในสังคมยุคใหม่ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนโดยใช้สื่อโดยเฉพาะที่ เรียกว่า "เงินตรา" เพราะเป็นมาตรฐานแห่งค่าหรือมูลค่า ดังนั้นมูลค่าของ การแลกเปลี่ยนจึงแสดงออกมาในรูปของเงินตรา

12 หน้าที่ของเงินตรา 1. เป็นสื่อของการแลกเปลี่ยน 2. เป็นมาตรฐานของมูลค่า 3. ช่วยให้การแลกเปลี่ยนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และ สะดวก 4. เป็นสิ่งที่เก็บรักษามูลค่า คือ สามารถใช้ได้เสมอในเวลาใดก็ได้ทั้ง ปัจจุบันและอนาคต และเป็นหน้าที่ของสังคมที่คอยดูแลไม่ให้มูลค่า ของเงินต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 5. เป็นมาตรฐานของการที่จะต้องชำระหนี้สินในอนาคต เช่น การ จำนอง การกู้ยืม ซึ่งบุคคลจะได้รับเงินในปัจจุบัน และสัญญาว่าจะ จ่ายคืนหนี้สินในอัตราที่ได้ตกลงกันในอนาคต

13 ตลาด (Market) ตลาด เป็นองค์ประกอบของสถาบันเศรษฐกิจที่ช่วยประสานอาชีพ ทรัพย์สินและสัญญา เข้าด้วยกันจนกระทั่งสามารถทำให้เกิดการ แลกเปลี่ยนเป็นไปโดยสะดวก ตลาด หมายถึง กิจกรรมการตกลงซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย โดยไม่คำนึงว่าจะต้องใช้สถานที่ใด ๆ หรือไม่ เพราะการซื้อขาย ไม่จำเป็นต้องมาพบปะกันโดยตรง หน้าที่สำคัญของตลาด คือ ขายสินค้า และบริการ ซื้อหรือจัดหาสินค้า เก็บรักษาสินค้า และขนส่งสินค้าจากแหล่ง ผลิตไปสู่ตลาดและผู้บริโภค ตลาดมีหลายชนิด เช่น ตลาดท้องถิ่น ตลาด ในประเทศ ตลาดต่างประเทศ ตลาดโลก ตลาดผลิตผล ตลาดกลาง ตลาด ขายส่ง ตลาดขายปลีก ตลาดเงิน ตลาดหุ้น ตลาดแรงงาน ฯลฯ

14 หน้าที่ของตลาด 1. ทำให้ผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการสามารถติดต่อกับผู้ซื้อต้องการสินค้า และบริการ 2. ตลาดเป็นแหล่งหรือสื่อกลางที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และอยู่ใน รูปแบบอย่างง่าย ๆ ที่ใช้ติดต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เช่น การซื้อขาย ทางจดหมาย โทรศัพท์ โทรสาร ฯลฯ หน้าที่ของสถาบันเศรษฐกิจที่สำคัญ 1. บำบัดความต้องการทางเศรษฐกิจ เช่น มีการผลิต การแบ่งปันวัตถุ หรือ บริการที่มนุษย์ต้องการบริโภค 2. ให้ความสะดวกแก่มนุษย์ในการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบ สินเชื่อ การใช้เงินตรา จัดให้มีการแบ่งงาน ตลาดระบบผลกำไร ค่าจ้างและ ดอกเบี้ย 3. พัฒนาและสร้างความเจริญก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจเพื่อความอุดม สมบูรณ์และความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจแก่สมาชิกในสังคม 4. ช่วยเหลือในการบริโภคให้เป็นไปได้อย่างพอเพียงและทั่วถึงให้มาก ที่สุด

15 สถาบัน เศรษฐกิ จ องค์ประก อบของ สถาบัน เศรษฐกิจ 1. ทรัพย์สิน 2. สัญญาหรือนิติกรรม 3. อาชีพ 4. การแลกเปลี่ยน 5. ตลาด หน้าที่ของสถาบันเศรษฐกิจที่สำคัญ 1. บำบัดความต้องการทางเศรษฐกิจ เช่น มีการ ผลิต การแบ่งบันวัตถุ 2. ให้ความสะดวกแก่มนุษย์ในการใช้ประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบสินเชื่อ การใช้เงินตรา จัดให้มีการแบ่งงาน ตลาดระบบผลกำไร ค่าจ้าง และดอกเบี้ย 3. พัฒนาและสร้างความเจริญก้าวหน้าในทาง เศรษฐกิจเพื่อความอุดมสมบูรณ์และความมั่นคง ในด้านเศรษฐกิจแก่สมาชิกในสังคม 4. ช่วยเหลือในการบริโภคให้เป็นไปได้อย่าง พอเพียงและทั่วถึงให้มากที่สุด


ดาวน์โหลด ppt สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจ สถาบันเศรษฐกิจเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ช่วยสนองความ ต้องการของบุคคลในสังคมทั้งในด้านสิ่งบริโภคและ อุปโภค ในสังคมที่แตกต่างกัน.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google