งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
ผศ.สิริมณี บรรจง

2 ทำไมต้องสังเกต การสังเกตพฤติกรรรมเด็กปฐมวัย เป็นวิธีการหนึ่ง ที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับตัวเด็ก เพื่อนำผลการสังเกตนั้นมาประเมินพัฒนาการของเด็ก รูปแบบการสังเกตพฤติกรรมนั้น มีทั้งแบบที่ไม่เป็นทางการและเป็นทางการ แต่สามารถนำมาใช้ได้ผลดีที่สุดในทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดการเรียนรู้ สังเกตพฤติกรรมด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัยนั้น ผู้ปกครอง ครูผู้สอนเด็กปฐมวัยทุกคนจำเป็นต้องมีทักษะในการสังเกต จึงจะสามารถจัดกิจกรรมและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เป็นรายบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3 ความหมายของการสังเกต
การสังเกตเป็นกระบวนการที่มีความเหมาะสม ในการประเมินพัฒนาการเด็กมากกว่าการใช้เครื่องมือการประเมินแบบเป็นทางการ การสังเกตเป็นวิธีการที่สามารถเก็บรายละเอียดพฤติกรรมทุกๆ ด้านของเด็กได้ดี และเป็นพฤติกรรมที่เป็นไปตามธรรมชาติ ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต สามารถบ่งชี้ความสามารถของเด็กได้ (Wortham, 1990, p. 214)

4 จุดมุ่งหมายของการสังเกต
1. เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก เนื่องจากเด็กปฐมวัยยังขาดความรู้ ความเข้าใจทางภาษา ยังไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ และยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ชัดเจน เหมือนเด็กในวัยอื่นๆ และผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะศึกษาเด็กได้ดีที่สุดคือการสังเกต ซึ่งบันทึกการแสดงออกของเด็ก จากการสังเกตของผู้สังเกต

5

6 2. เพื่อประเมินพัฒนาการของเด็ก
เมื่อต้องการศึกษาพัฒนาการของเด็ก จะต้องสังเกต พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่าที่จะสังเกตพฤติกรรมทั่วๆไป จุดมุ่งหมายของผู้สังเกตคือ ต้องการทราบพัฒนาการของเด็ก การสังเกตนอกจากจะช่วยให้เข้าใจเด็กได้ง่ายยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ครูได้รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้สามารถช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาล่าช้ากว่าเด็กคนอื่น

7

8 วัตถุประสงค์ในการสังเกตของครู
1. เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการวัดและประเมินความสามารถของเด็ก 2. เพื่อค้นหาจุดเด่นของเด็กและต้องการส่งเสริมพัฒนาการให้ครบทุกด้าน 3. เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล 4. เพื่อใช้เป็นข้อมูลตรวจสอบความก้าวหน้าของเด็กอย่างต่อเนื่อง 5. เพื่อใช้เป็นข้อมูลศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งอย่างละเอียด 6. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา 7. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรายงานผลให้ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ 8. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่ในแฟ้มประวัติเด็ก

9 3. เพื่อนำข้อมูลมาแปลความหมายให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเด็ก
การที่ครูจะนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้นั้น ครูจะต้องรู้จักวิธีการสังเกตเพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลที่ต้องการได้ และนำสิ่งที่สังเกตได้นั้นมาแปลความหมายอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ถ้าครูสามารถแปลความหมายของพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมา ให้เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับระดับพัฒนาการของเด็กและใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กต่อไป

10

11 ประโยชน์ของการประเมินด้วยการสังเกต
ช่วยให้สามารถสังเกตและบันทึกพฤติกรรมที่จะศึกษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ช่วยให้ศึกษาสังเกตปัญหาและปรับพฤติกรรมของเด็กให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่ต้องการ เหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล ช่วยให้ทราบถึงพัฒนาการของเด็กว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมก่อนและหลังสถานการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป

12 วิธีการที่ใช้ในการสังเกต
การศึกษาแบบธรรมชาติ การรายงานผลตนเอง การศึกษาแบบคลีนิค การศึกษาเชิงมนุษยวิทยา วิธีการต่างๆ เหล่านี้ เป็นการสังเกต ทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ และได้ข้อมูลในเชิงลึกแตกต่างกัน

13 1. การศึกษาแบบธรรมชาติ 1.1 เกณฑ์ระบบ เป็นวิธีการเก็บข้อมูลทั่วๆ ไป ที่นิยมใช้มากที่สุด ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก แบ่งวิธีการสังเกตเป็น 2 ประเภทคือ การสังเกตแบบธรรมชาติ (naturalistic observation)เป็นวิธีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมเด็กในสถานการณ์จริง สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติที่เด็กอยู่ในสภาพนั้นจริงๆ เช่น ในชั้นเรียนหรือสนามเด็กเล่น การสังเกตวิธีนี้ เป็นวิธีการสังเกตที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงพฤติกรรมอย่างธรรมชาติที่สุด การสังเกตแบบมีโครงสร้าง (structured observation) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมของเด็กโดยมีการวางแผนโครงสร้างที่แน่นอน สามารถกำหนดสถานการณ์เพื่อศึกษาพฤติกรรมเด็ก โดยให้เด็กมีโอกาสแสดงพฤติกรรมการเล่นและการตอบสนองต่อเพื่อน เป็นวิธีการที่ผู้สังเกตสามารถกำหนดสถานการณ์ได้ แต่มีข้อเสียคือ เด็กอาจจะไม่ได้แสดงพฤติกรรมเช่นนั้นทุกวัน

14 1.2 เกณฑ์บุคคล เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยคือ ผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกต แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การสังเกตโดยการเข้าร่วม (participant observation) คือการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตที่ผู้สังเกตต้องเข้าไปอยู่ร่วมกับเด็ก มี 2 ลักษณะคือ 1) การเข้ามีส่วนร่วมแบบสมบูรณ์ (complete participant) เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของกลุ่ม ปฏิบัติตนเหมือนกับเป็นผู้ถูกสังเกตเป็นวิธีการที่ได้ข้อมูลที่มีคุณค่ามาก แต่ต้องใช้ผู้สังเกตที่มีความเชี่ยวชาญสูง 2) การเข้าไปร่วมไม่สมบูรณ์ (incomplete participant) คือ การที่ผู้สังเกตจะเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมบ้างตามความจำเป็น เช่น การเข้าร่วมเพื่อสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกต ทั้งนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเอง แต่ผู้ถูกสังเกตอาจจะรู้ตัวว่ากำลังถูกสังเกต การสังเกตโดยการไม่เข้าร่วม (non-participant-observation) คือ วิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตไม่เข้าร่วมกิจกรรม ผู้สังเกตเป็นบุคคลภายนอก การสังเกตวิธีนี้ผู้ถูกสังเกตอาจรู้ตัวว่าถูกสังเกตเพราะมีการบอกจุดมุ่งหมาย เวลา สถานที่ หรืออาจสังเกตโดยที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว การสังเกตวิธีนี้อาจทำได้โดยการสังเกตจากห้องกระจกเพียงด้านเดียว หรือจากโทรทัศน์วงจรปิด เป็นต้น การสังเกตแบบเป็นทางการ (formal observation) เป็นวิธีการสังเกตที่ ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่าถูกสังเกต มีข้อดีคือได้ข้อมูลตรงจุดมุ่งหมายเพราะมีการนัดหมายวันเวลาล่วงหน้า ประหยัดเวลา มีการสังเกตตามเวลาทั้งหมด แต่มีข้อจำกัดคือข้อมูลที่ได้อาจไม่เป็นธรรมชาติ เพราะผู้ถูกสังเกตรู้ตัว พฤติกรรมที่แสดงออกอาจเบี่ยงเบนไปได้ การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ (informal observation) เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกต เพราะผู้ถูกสังเกตมิได้บอกจุดมุ่งหมาย วัน เวลา และสถานที่ไปสังเกต การสังเกตแบบนี้มีข้อดีคือได้ข้อมูลที่เป็นธรรมชาติมีความใกล้เคียงตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด เพราะพฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตเป็นธรรมชาติ เนื่องจากไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกต แต่มีข้อจำกัดคือวิธีการสังเกตแบบนี้ใช้เวลามาก ต้องคอยแอบติดตามพฤติกรรมของเด็ก เพื่อให้ได้ข้อมูลตามที่กำหนดไว้

15 2. การรายงานผลตนเอง การรายงานผลตนเอง (self-report) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตชนิดหนึ่ง ที่ใช้วิธีการซักถามผู้ถูกสังเกต เป็นวิธีที่มีประโยชน์อย่างมากในการเก็บข้อมูล เนื่องจากเป็นการเก็บข้อมูลที่ได้จากทั้งเหตุและผลที่มีข้อมูลมากพอสมควร ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเด็กเช่น การรับรู้ ความสามารถ ความรู้สึก ทัศนคติ ความเชื่อ และประสบการณ์ในอดีต ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยอย่างไม่เป็นระบบ

16 3. การศึกษาแบบคลินิก การศึกษาแบบคลีนิค (clinic method) เป็นวิธีการที่ครูผู้สอน พยายามทำความเข้าใจหรือศึกษาเด็กในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยใช้วิธีการศึกษาหลายวิธี อาทิเช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต หรือใช้แบบทดสอบ บางครั้งเรียกวิธีการนี้ว่าการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล (case study) วิธีการนี้ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่สมบูรณ์ ทำให้ครูผู้สอนเข้าใจภาพรวมของตัวเด็กมากขึ้น วิธีการศึกษาแบบคลินิกนี้ เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ที่มีปัญหาอย่างรุนแรงทางด้านอารมณ์-จิตใจหรือต้องการศึกษาเรื่องราวของเด็กอย่างละเอียด การศึกษาเด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือมีความแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ มาก วิธีการนี้มีข้อจำกัด คือ ผู้สังเกตอาจมีอคติในการวิเคราะห์หรือตีความข้อมูลได้ ดังนั้นจึงควรใช้วิธีการอื่นๆ ประกอบด้วย

17 4. การศึกษาเชิงมานุษยวิทยา
การศึกษาเชิงมนุษยวิทยา (ethnography) เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ซึ่งวิธีการนี้นักมนุษยวิทยา นิยมใช้วิธีการนี้เป็นวิธีการศึกษาสังเกต เพื่อทำความเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคล โดยมีวิธีการใช้การพรรณาเชิงคุณภาพ โดยผู้สังเกตต้องเข้าไปอาศัยในชุมชน อยู่ร่วมกับบุคคลในวัฒนธรรมนั้นๆ มีระยะเวลาในการศึกษานานเป็นเดือนหรือปี และต้องใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนนั้นทุกๆ วัน ต้องมีวิธีการจดบันทึกภาคสนามด้วยวิธีการสังเกต และการรายงานผลตนเองร่วมด้วย การเลือกเก็บรวบรวมข้อมูลวิธีนี้นักจิตวิทยา นักการศึกษา และครูผู้สอนระดับปฐมวัยสามารถนำมาดัดแปลงใช้กับเด็กปฐมวัยในชั้นเรียนได้ โดยการศึกษาและสังเกตประสบการณ์ความเป็นอยู่แบบเจาะลึก ตลอดจนวัฒนธรรมที่อยู่แวดล้อมเด็กว่าสิ่งเหล่านี้มีผลต่อตัวเด็กอย่างไร อย่างไรก็ตามการเก็บข้อมูลเด็กโดยใช้วิธีการนี้มีข้อจำกัดอยู่ที่สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้เฉพาะแหล่งศึกษานั้นๆ เช่น บ้าน โรงเรียนหรือชุมชนนั้น ไม่สามารถนำผลการศึกษาไปอ้างอิงกับกลุ่มประชากรหรือแหล่งอื่นๆ ได้

18 เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกต
ในการสังเกตพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยนั้น ครูต้องมีจุดมุ่งหมายในการสังเกต จึงจะสามารถเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างเหมาะสม เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตพฤติกรรม มีหลายชนิด ที่นิยมนำมาใช้ในการสังเกตพฤติกรรม 6 ชนิด คือ การบันทึกแบบระเบียนพฤติการณ์ การบันทึกต่อเนื่อง การบันทึกแบบสุ่มเวลา การบันทึกเหตุการณ์ แบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตราส่วนประเมินค่า

19 1. การบันทึกระเบียนพฤติการณ์
การบันทึกระเบียนพฤติการณ์ (anecdotal record) เหมาะสำหรับครูปฐมวัยที่สังเกตพฤติกรรมเด็กในชั้นเรียนตามสถานการณ์จริง เป็นการเขียนบันทึกแบบสั้น บรรยายเหตุการณ์ พฤติกรรมคำพูดของเด็ก เป็นพฤติกรรมที่ครูพยายามทำความเข้าใจเด็ก และพฤติกรรมเหล่านั้นสามารถวัดเด็กได้โดยตรงใช้ในกรณีที่ยังไม่ได้มีการกำหนดพฤติกรรมที่สังเกตอย่างเฉพาะเจาะจง หรือกรณีที่ครูต้องการที่จะเห็นลักษณะของพฤติกรรมที่แสดงออกโดยทั่วไป และพฤติกรรมที่ยังแสดงออกไม่ชัดเจน เช่นพฤติกรรมการแสดงออก พฤติกรรมก้าวร้าว จากนั้นจึงทำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมแบบระเบียนพฤติการณ์ไปก่อน จนกว่าจะสามารถกำหนดและวิเคราะห์พฤติกรรมที่เป็นปัญหาและควรแก้ไข ต้องพัฒนาหรือต้องการเห็นพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งที่เด่นชัด จากนั้นจึงจะกำหนดวิธีการใช้แบบสังเกตอื่นๆ ที่ศึกษาพฤติกรรมนั้นต่อไป ในการบันทึกระเบียนพฤติการณ์ ควรมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาพฤติกรรมของเด็กเพื่อเป็นแนวทางให้รู้ว่าจะบันทึกพฤติกรรมอะไร มีขอบข่ายเพียงใด เวลา และสถานที่ใด การที่ต้องการกำหนดสถานที่ต่างๆ เนื่องจากพฤติกรรมต่างๆ ของเด็กจะมีความแตกต่างกันไป ตามสถานที่ที่เด็กอยู่ เวลาที่ใช้ในการสังเกตควรเป็น นาที

20 วิธีการบันทึกควรมีลักษณะดังนี้
1.1 เป็นการสังเกตพฤติกรรมโดยตรง บันทึกเหตุการณ์ พฤติกรรมคำพูดและบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและเกิดขึ้น 1.2 บันทึกทันทีหลังจากที่เด็กแสดงพฤติกรรม เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับเด็ก แต่เน้นบันทึกเหตุการณ์เดียวที่มีจุดมุ่งหมายตั้งไว้แล้ว 1.3 เขียนบันทึกเหตุการณ์เฉพาะสิ่งที่เห็นและได้ยินเท่านั้น ต้องไม่แปลความหมายพฤติกรรมที่สังเกตเห็น 1.4 จดเวลาเริ่มต้นและเวลาหยุดของแต่ละพฤติกรรม และ สังเกตโดยใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควร ทั้งนี้เพื่อให้เห็นลักษณะที่แท้จริงของพฤติกรรมของเด็ก 1.5 ควรกำหนดรูปแบบของแบบบันทึก เพื่อช่วยครูในการเก็บข้อมูลได้อย่างมีระบบและเป็นประโยชน์ต่อการนำผลจากการบันทึกมาวิเคราะห์ติดตามพฤติกรรมของเด็ก

21 แบบบันทึกระเบียนพฤติการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ข้อสังเกต/ความคิดเห็น
ผู้ถูกสังเกต : ด.ช. แชมป์ ผู้สังเกต : ครูสุมาลี สถานที่สังเกต : ห้องเรียนชั้นอนุบาลปีที่ วันและเวลา : 12 สิงหาคม 2543 สิ่งที่ทำการสังเกต : พัฒนาการทางด้านภาษา พฤติกรรม เหตุการณ์/พฤติกรรม ข้อสังเกต/ความคิดเห็น แชมป์และเพื่อนๆ ในกลุ่มนั่งร้อย ดอกมะลิใส่ก้านมะพร้าว แชมป์พูดกับต่อว่า “ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์วันแม่” แล้วหันไป พูดกับเพื่อนว่า “จะเอาสตางค์ 10 บาทไปซื้อดอกมะลิที่คุณครูเอาไปให้แม่” แชมป์เดินไปหาครู ส่งเงินให้ หยิบดอกมะลิมาแล้วแชมป์ถามครูว่า “คุณครูครับมีวันแม่ มีวันพ่อ วันเด็กแล้ว จะมีวันตา วันปู่ วันยายหรือไม่ครับ” แชมป์เป็นเด็กที่มีความสามารถในการพูดติดต่อสื่อสารกับเพื่อนได้ดี และกล้าซักถามครู สามารถเชื่อมโยงความคิดเกี่ยวกับลักษณะครอบครัว สื่อสารออกเป็นภาษาและคำที่ใช้อยู่ในชีวิตปะจำวันที่รู้จักได้ คิดโยงความสัมพันธ์ ประสบการณ์ที่รับรู้เรื่องมี พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย กับวันที่เด็กรับรู้ว่าชื่อเหมือนกับประสบการณ์เกี่ยวกับครอบครัว มีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย แล้วโยงความคิดถามออกเชิงสัมพันธ์กับวัน

22 ข้อสังเกต/ความคิดเห็น
แบบบันทึกระเบียนพฤติการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ผู้ถูกสังเกต : ด.ญ. โอ๋ ผู้สังเกต : ครูสุณีย์ สถานที่สังเกต : ห้องเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 วันและเวลา : 16 สิงหาคม 2548 สิ่งที่ทำการสังเกต : พัฒนาการทางด้านคณิตศาสตร์/พฤติกรรม เหตุการณ์/พฤติกรรม ข้อสังเกต/ความคิดเห็น โอ๋และเพื่อนในกลุ่ม นั่งวาดภาพบ้านในกระดาษ โอ๋พูดว่า “หลังคาบ้านเป็นสามเหลี่ยมหน้าต่างเป็นรูปสี่เหลี่ยม” แล้วพูดกับแอนว่า “บ้านเธอหลังคาเป็นสามเหลี่ยมหรือเปล่า บ้านคนไทยหลังคาเป็นสามเหลี่ยมสูงๆ บ้านฝรั่งหลังคาสามเหลี่ยมเตี้ยๆ” โอ๋เดินไปหาครู ส่งภาพบ้านที่ระบายสีเสร็จแล้วให้แล้วถามครูว่า “คุณครูค่ะหลังคาทำไมเป็นสามเหลี่ยมเป็นสี่เหลี่ยมได้ไหมค่ะ” โอ๋เป็นเด็กที่มีพัฒนาการในการพูดดีมาก สามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนได้ดี และกล้าซักถามครู สามารถเชื่อมโยงความคิดเกี่ยวกับลักษณะของหลังคาและ สื่อสารออกเป็นภาษาและคำที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันได้ รู้จักรูปร่างของวัตถุและสามารถคิดเชื่อมโยงได้ดี ช่างสังเกตและช่างคิด

23 2. การบันทึกต่อเนื่อง การบันทึกต่อเนื่อง (running records) เป็นการสังเกตอีกวิธีหนึ่งที่ใช้สำหรับบันทึกพฤติกรรมของเด็ก วิธีการบันทึกพฤติกรรมแบบต่อเนื่อง จะให้รายละเอียดมากกว่าการเขียนบันทึกระเบียนพฤติการณ์หรือการบันทึกสั้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวสั้นๆ เป็นการสังเกตบันทึกพฤติกรรมที่มากกว่า 1 เหตุการณ์ ต่อเนื่องกันไป โดยไม่กำหนดเวลาหรือช่วงเวลา การบันทึกแบบนี้อาจเริ่มตั้งแต่ 2 นาที ไปถึง 2 สัปดาห์ หรือบางครั้งอาจต้องใช้การสังเกตนานถึง 1 เดือน หลังจากบันทึกพฤติกรรมของเด็กแล้ว ต้องทำการวิเคราะห์พฤติกรรมหลังจากที่ได้จดบันทึก แล้วจึงนำมาแปลความหมายและแสดงความคิดเห็นอีกส่วน

24 แบบบันทึกพฤติกรรมต่อเนื่องสำหรับเด็กปฐมวัย ข้อสังเกต/ความคิดเห็น
ผู้สังเกต :ครูผู้สอน ผู้ถูกสังเกต : ด.ช. โชคดี อายุ : 5 ปี 6 เดือน สถานที่สังเกต : ห้องเรียนอนุบาลปีที่ 3 วันและเวลา : 14 กรกฎาคม เวลา น. สิ่งที่ทำการสังเกต : พัฒนาการทางด้านภาษา สติปัญญา เหตุการณ์/พฤติกรรม ข้อสังเกต/ความคิดเห็น 10.00 น. เป็นช่วงกิจกรรมเสรี โชคดีเลือกเข้ามุมศิลปะวาดภาพระบายสีเทียน คุยกับเพื่อนๆ เด็กๆคุยกันเรื่องการ์ตูนพิกาจู โชคดีบอกชื่อ ตัวการ์ตูนเป็นชื่อภาษาญี่ปุ่น เช่น พจิ มิวทู ริสาโด ฮิโตะคาวะ 10.20 น. พอดีคุณครูเดินมาเพื่อดูว่าเด็กๆ ทำอะไรบ้างแล้วเกี่ยวกับงานศิลปะ โชคดีถามคุณครูว่า “ครูครับ ทำไมภาษาญี่ปุ่นถึงมีเสียง อิ ริ ฮิ ละครับ” 10.45 น. ก่อนรับประทานอาหารครูจะเล่านิทานเรื่องตาอินตานาให้เด็กฟัง ในนิทานมีอยู่ว่า ตาอินกับตานาเป็นเพื่อนกันออกไปหาปลา ที่คลอง ทั้งสองตกปลาได้ 1 ตัว ก็นำมาปิ้งและเตรียมกินปลา ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้กินปลา ตาอินพูดว่า “ ฉันจะกินหัวปลา” ตานาพูดว่า”ฉันชอบกินหัวปลาเหมือนกัน” โชคดีถามคุณครูว่า “คุณครูครับ ทำไมตัวละครมีเสียง อา นา ตา ปลา ครับ” โชคดีสามารถสรุปคิดโยงเรื่องเสียงเกี่ยวกับชื่อตัวละครภาษาญี่ปุ่นว่า ส่วนใหญ่ลงท้ายด้วยสระเสียงสั้น (แต่เด็กยังไม่รู้ว่าเป็นสระเสียงสั้น) และสงสัยจึงถามออกมาเป็นคำถาม โชคดีสามารถสรุปเสียง ชื่อตัวละครไทยได้ลงท้ายด้วยเสียงสละเสียงยาว เป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาดี ใช้สติปัญญาในการสรุปความสัมพันธ์ได้

25 แบบบันทึกพฤติกรรมต่อเนื่องสำหรับเด็กปฐมวัย ข้อสังเกต/ความคิดเห็น
ผู้สังเกต :ครูเผือก ผู้ถูกสังเกต : ด.ญ. แอนนา อายุ : 4 ปี 8 เดือน สถานที่สังเกต : ห้องเรียนอนุบาลปีที่ 2 วันและเวลา :18 กรกฎาคม 2548 เวลา น. สิ่งที่ทำการสังเกต : พัฒนาการทางด้านคณิตศาสตร์/ สติปัญญา เหตุการณ์/พฤติกรรม ข้อสังเกต/ความคิดเห็น 10.00 น. เป็นช่วงกิจกรรมเสรี แอนนาเลือกเข้ามุมบล็อก แอนนานำบล็อกมาวางซ้อนกัน 3 อัน แล้วนำบล็อกสามเหลี่ยมอีก 2 อันมาวางต่อกันเป็นสามเหลี่ยมใหญ่ นำไปวางซ้อนกัน ครูเดินมาเพื่อดูว่าเด็กๆทำอะไรบ้าง ครูถามแอนนาว่าทำอะไร แอนนาตอบว่า “กำลังสร้างบ้านค่ะ” 10.20 น. ครูเล่านิทานเรื่องลูกหมูสามตัวให้ฟังแอนนาและเพื่อนๆ ช่วยกันนับจำนวนเป็นภาษาอังกฤษ และทำท่าทางที่หมาป่าเป่าบ้านของลูกหมูในแต่ละหลัง 10.30 น. แอนนาใช้ไม้ไอศกรีม ต่อเป็นรูปบ้านได้ แอนนาสามารถคิดจินตนาการในการนำรูปเรขาคณิตมาวางต่อกันเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันได้และสามารถคิดแก้ปัญหาในการสร้างหลังคาบ้านได้ แอนนาสามารถนับจำนวนได้ถูกต้องตรงตามพัฒนาการ เป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางคณิตศาสตร์ดี แอนนามีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรูปเรขาคณิตได้ถูกต้อง

26 3. การบันทึกแบบสุ่มเวลา
การบันทึกแบบสุ่มเวลา (time sampling) เป็นการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมในลักษณะที่ใช้แบบฟอร์ม มีการกำหนดจุดเวลาที่สุ่มในขณะใดขณะหนึ่ง วิธีการสังเกตบันทึกพฤติกรรมแบบนี้เป็นการบันทึกความถี่ของพฤติกรรมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยต้องกำหนดพฤติกรรมที่จะศึกษาในช่วงเวลานั้น กำหนดรูปแบบที่ทำการบันทึกและพฤติกรรมอื่นๆ ที่ต้องการศึกษา หรือกำหนดสัญลักษณ์ของพฤติกรรมที่บันทึกไว้ และกำหนดช่วงเวลาของการสุ่มบันทึกประมาณ 5-10 วินาที ข้อดีของการสังเกตและบันทึกแบบสุ่มเวลาคือได้ข้อมูลเป็นความจริง มีความแม่นยำ วิธีการนี้เหมาะสำหรับนำมาใช้สังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเร็ว มีสมาธิค่อนข้างสั้น มีการเปลี่ยนกิจกรรมที่ทำอยู่เสมอในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือมีอารมณ์ที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงง่าย นอกจากนี้ยังเหมาะกับการศึกษาเด็กที่มีปัญหาเพราะการสังเกตพฤติกรรมเด็กที่มีปัญหาก้าวร้าว เข้ากับเพื่อนไม่ได้ เมื่อทำการบันทึกแบบสุ่มเวลาภายในช่วง หนึ่ง การบันทึกที่ได้จะแสดงให้เห็นว่า เด็กมีความก้าวร้าวมากน้อยเพียงใด การสังเกตแบบสุ่มเวลา แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้คือ

27 3.1 การบันทึกแบบสุ่มจุดเวลา (instances sampling or point sampling) เป็นวิธีที่ครูบันทึกพฤติกรรมเด็กตามจังหวะเวลา และในช่วงเวลาที่กำหนดเป็นช่วงๆ อย่างแน่นอน วิธีนี้เหมาะสำหรับหาข้อมูลจากจำนวนเด็กกลุ่มใหญ่ โดยการสังเกตทีละคน เป็นการกำหนดจุดเวลา ที่สุ่มที่ทำการสังเกต ไม่ใช่เป็นการกำหนดเหตุการณ์ช่วงเวลา และจุดเวลาที่สุ่มบันทึกพฤติกรรม

28 ณ จุดเวลาบันทึก พฤติกรรม
แบบบันทึกพฤติกรรมต่อเนื่องสำหรับเด็กปฐมวัย วิธีกำหนดจุดเวลาที่สุ่ม ผู้สังเกต : ด.ช. แชมป์ อายุ ปี ผู้ถูกสังเกต : ครูอ้อย สถานที่สังเกต : ห้องเรียนอนุบาลปีที่ 3 วันและเวลา : 15 สิงหาคม 2543 ประเภทพัฒนาการ : อารมณ์ สังคม จิตใจ พฤติกรรมที่สังเกต : พฤติกรรมความร่วมมือทำงานกลุ่ม : การช่วยเหลือเพื่อน สหัสพฤติกรรม : การช่วยเหลือเพื่อน ใช้อักษรย่อดังนี้ ถ้าเด็ก ช่วยทำกิจกรรม ให้เขียน ช ถ้าเด็ก พูดแก้ปัญหา ให้เขียน พ ถ้าเด็ก หยิบของวัสดุอุปกรณ์ ให้เขียน ย คำสั่ง : ให้เขียนอักษรย่อตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัว ดังอธิบายแล้วในรหัสพฤติกรรมการช่วยเหลือ เพื่อนลงในแบบฟอร์มการสังเกตบันทึกพฤติกรรมในเวลาที่กำหนดทุกๆ 10 วินาที บันทึกจนจบช่วงเวลาที่กำหนดการสังเกต ณ จุดเวลาบันทึก พฤติกรรม 00.00 00.01 00.02 00.03 00.04 00.05 ช. พ. ย. - 01.00 01.10 01.20 01.30 01.40 01.50 .

29 3.2 การบันทึกแบบสุ่มบันทึก 1-0 (one-zero sampling) การบันทึกการเกิดหรือการไม่เกิดของกลุ่มพฤติกรรมในแต่ละช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน การบันทึกจะบันทึกการเกิดหรือไม่เกิดขึ้นของแต่ละพฤติกรรม จะถูกบันทึกแยกออกจากกันในแต่ละช่วงเวลา ครูจะทำการบันทึกพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งที่สังเกตเห็นว่ามีการแสดงพฤติกรรมนั้นๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ

30 การช่วยเก็บวัสดุของตน การช่วยเก็บวัสดุของเพื่อน การปฏิบัติตนตามข้อตกลง
แบบบันทึกพฤติกรรมต่อเนื่องสำหรับเด็กปฐมวัย วิธีแบบสุ่มบันทึก 1-0 ผู้สังเกต : ด.ช. แชมป์ อายุ ปี ผู้ถูกสังเกต : ครูอ้อย สถานที่สังเกต : ห้องเรียน วันและเวลา : 5 มกราคม 2543 พฤติกรรมที่สังเกต : ความรับผิดชอบการทำงานกลุ่ม ได้แก่ การช่วยเก็บวัสดุของตน การช่วยเก็บวัสดุของเพื่อน การปฏิบัติตนตามข้อตกลง คำสั่ง : ให้ขีด / ลงในช่องที่ตรงกับพฤติกรรมที่สังเกตเห็น โดยในช่วงเวลาทุกๆ 10 วินาที ให้ขีด / เพียงหนึ่งพฤติกรรมเท่านั้น บันทึกจนจบช่วงเวลาที่สังเกต ช่วงเวลา การช่วยเก็บวัสดุของตน การช่วยเก็บวัสดุของเพื่อน การปฏิบัติตนตามข้อตกลง /

31 4. การบันทึกสุ่มเหตุการณ์
การบันทึกสุ่มเหตุการณ์ (event sampling) หรือ การบันทึกความถี่ (frequency recording) เป็นวิธีการสังเกตเก็บข้อมูลเด็กโดยการบันทึกจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรมในช่วงเวลาที่กำหนด การบันทึกแบบนี้ยึดถือการสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นหลัก แทนการใช้ช่วงเวลา ณ จุดเวลากำหนดเป็นหลักในแบบการบันทึกสุ่มเวลา การบันทึกแบบนี้ เหมาะสำหรับใช้บันทึกพฤติกรรมของเด็กที่เกิดอย่างต่อเนื่องใกล้เคียงกัน โดยเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเหตุการณ์เดียวและจบในเวลาค่อนข้างสั้น เช่น ตะโกนเสียงดังขณะครูสอน เข้าแถวแซงเพื่อน การยกมือตอบครู ไม่ยอมเข้าแถวเมื่อได้ยินสัญญาณ ทำตัวโอ้เอ้ชักช้า เป็นพฤติกรรมที่เด่นชัด จำเป็นต้องศึกษาหาสาเหตุและหาแนวทางแก้ไข

32 แบบบันทึกสุ่มเหตุการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย
ผู้สังเกต : ครูสุมาลี ผู้ถูกสังเกต : ด.ญ. ภูริชญา อายุ ปี สถานที่สังเกต : สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง วันและเวลา : 16 สิงหาคม 2543 พฤติกรรมที่สังเกต : ด้านอารมณ์ สังคม จิตใจ เวลา เหตุการณ์ พฤติกรรม 10.00 น. กิจกรรมเล่นกลางแจ้ง ครูสุมาลีพาเด็กๆ ออกไปเล่นข้างนอกห้องเรียน และวันนี้พาไปเล่นในสนามใหญ่ซึ่งเป็นเขตของมหาวิทยาลัย ขณะที่เด็กๆ เล่น มีเด็กหญิงภูริชญา ชี้ให้ครูสุมาลีดูแม่ค้าหาบขนมมาขายเดินอยู่ จึงพูดกับครูว่า “ถ้าหนูมีสตางค์หนูจะซื้อขนมป้าคนนี้” พูดจบแล้วภูริชญาไปเล่นกับเพื่อน การพูดของเด็กหญิงภูริชญา แสดงออกถึงอารมณ์-จิตใจของเด็กหญิงภูริชญา ที่มีความ เข้าอกเข้าใจผู้อื่น มีความสงสารผู้อื่น ข้อคิดเห็นของครู: เด็กหญิงภูริชญาเป็นเด็กที่มีจิตใจดี อารมณ์ดี เข้าใจผู้อื่น จากการสอบถามพูดจากับภูริชญา ภูริชญา เล่าว่า คุณแม่สอนไว้ว่าคนเราเกิดมาต้องเห็นใจคน สมัยคุณแม่เรียนหนังสือ มักจะซื้อของกับคนแก่ที่หาบขนมขาย แม้ว่าจะไม่กินแต่จะเอาขนมไปให้เพื่อน เนื่องจากสงสารคนแก่หาบของขาย เด็กหญิงภูริชญา จึงเกิดความคิดทำตามคุณแม่ 10.20 น. เด็กหญิงภูริชญาเดินมาหาครูอีก แล้วพูดว่า “หนูอยากซื้อของให้ขนมป้าหมดไป จะได้ไม่เหนื่อย กลับบ้านเร็วๆ สงสารป้าเขาค่ะ เดินตากแดดร้อนๆ เพราะหนูออกมาเล่นข้างนอกนี่ก็ร้อนแล้ว”

33 5. แบบตรวจสอบรายการ แบบตรวจสอบรายการ (checklist) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจดบันทึกหรือตรวจสอบลำดับพฤติกรรม หรือลำดับทักษะที่เด็กแสดงออกมาอย่างมีจุดหมาย ลักษณะของแบบตรวจสอบรายการนั้น ครูสามารถสร้างแบบตรวจสอบรายการขึ้นเอง เพื่อใช้ประเมินพัฒนาการเด็กในด้านต่างๆ โดยอาจใช้ประเมินพฤติกรรมเป็นรายครั้ง หรือใช้สรุปภาพรวมก็ได้ (Gullo, 1994, p. 254)

34 แบบตรวจสอบรายการมีหลักการนำไปใช้ดังนี้
5.1 ใช้ตรวจสอบรายการพฤติกรรม ที่มีจำนวนหลายข้อหลายรายการ รายการของพฤติกรรมต่างๆ มีลักษณะดังนี้ คือ เป็นพฤติกรรมเฉพาะด้านของพัฒนาการหรือเป็นพฤติกรรมธรรมชาติทั่วไป 5.2 ใช้ตรวจสอบรายการพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นลำดับขั้นแสดงพัฒนาการ หรือความก้าวหน้าของพฤติกรรมนั้นๆ 5.3 ใช้ประเมินพัฒนาการและความสามารถของเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้เห็นภาพรวมของเด็กเป็นรายบุคคลได้ชัดเจน ทำให้พ่อแม่และครูทราบถึงพัฒนาการที่ต้องส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขในด้านใดบ้าง และข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ สามารถนำไปเป็นข้อมูลให้ครูผู้สอนในระดับปฐมวัยได้วางแผนการจัดการเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย 5.4 ไม่ควรใช้แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินพัฒนาการเด็กเพียงอย่างเดียว ควรใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เกี่ยวกับเด็กร่วมกับวิธีการอื่นๆ แล้วจึงนำมาวางแผนจัดการเรียนรู้ให้เป็นลำดับขั้น เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก การนำแบบตรวจสอบรายการไปใช้ ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม เนื่องจากแบบตรวจสอบรายการมีหลายลักษณะ

35 แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมแบบที่ 1
แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมเข้าสังคมเด็กปฐมวัย ผู้ถูกสังเกต : ด.ญ. แชมพู อายุ ปี ผู้สังเกต : ครูหมู สถานที่สังเกต : ห้องเรียนชั้นอนุบาล วันและเวลา : 16 กันยายน 2543 คำสั่ง : ขีด / ถ้าพฤติกรรมที่สังเกตแสดงออก ขีด X ไม่ปรากฏพฤติกรรมแสดงออก ข้อรายการตรวจสอบ วันที่ 1. พูดคุยทักทายเพื่อน 2. หน้าตายิ้มแย้ม 3. ช่วยหยิบของให้เพื่อน 4. แบ่งปันของให้เพื่อน 5. นั่งทำงานกับกลุ่ม 6. พูดขอความช่วยเหลือจากเพื่อน 7. พูดอธิบายการทำงาน 8. พูดชื่นชมผลงาน 9. ทำความรู้จักเพื่อน 10.ช่วยเก็บของเมื่อเลิกกิจกรรม

36 แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมแบบที่ 2
แบบตรวจสอบรายการพัฒนาการทางด้านการเขียน ผู้ถูกสังเกต : ด.ญ. แชมพู อายุ ปี ผู้สังเกต : ครูหมู สถานที่สังเกต : ห้องเรียนชั้นอนุบาล วันและเวลา : ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.-17 ก.ย. 2544 รายการ สัปดาห์ 1 2 3 4 5 6 7 8 1. สามารถวาดลายเส้น / 2. สามารถขีดเขียน 3. สามารถเขียนคล้ายตัวอักษร 4. สามารถเขียนได้เหมือนตัวหนังสือ 5. สามารถเขียนสะกดด้วยตนเอง 6. สามารถเขียนโดยสะกดตามแบบ

37 แบบตรวจสอบรายการพัฒนาการทางด้านการบวกจำนวน
ผู้ถูกสังเกต : ด.ญ. มายด์ อายุ ปี ผู้สังเกต : ครูยา สถานที่สังเกต : ห้องเรียนชั้นอนุบาล 3 วันและเวลา : ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค. 2548 รายการ สัปดาห์ 1 2 3 4 5 6 7 8 1. สามารถนับจำนวนได้ถูกต้อง / 2. สามารถเขียนตัวเลข 1-10 ได้ 3. สามารถหาผลบวกจำนวนไม่เกิน 5 ได้ 4. สามารถหาผลบวกจำนวนไม่เกิน 10 ได้ 5. สามารถเขียนประโยคสัญลักษณ์แทนการบวกได้

38 แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมแบบที่ 3
แบบตรวจสอบรายการการฟังและการพูด ผู้ถูกสังเกต : ด.ญ. แชมพู อายุ ปี ผู้สังเกต : ครูหมู สถานที่สังเกต : ห้องเรียนชั้นอนุบาล ตั้งแต่วันที่: พฤติกรรมทางภาษา สัปดาห์ บันทึกเพิ่มเติม 1/6/44 1/7/44 1/8/44 1/9/44 การฟัง 1. ปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆได้ 2. ตอบคำถามง่ายๆได้ 3. แสดงท่าทางตามคำสั่งง่ายๆได้ 4. ชอบฟังนิทานเรื่องเดิมซ้ำๆ การพูด 1. บอกสิ่งที่ต้องการได้ 2. พูดสื่อความหมายได้ 3. ใช้คำศัพท์ประมาณ 1,000 คำ 4. ใช้คำถามอะไร ทำไม 5. ชอบซักถามสิ่งรอบตัว

39 6. แบบประเมินค่า หรือมาตรประเมินค่า
แบบประเมินค่าหรือมาตรประเมินค่า (rating rcales) เป็นเครื่องมือ ที่มีความคล้ายกับแบบตรวจสอบรายการ แต่ที่แตกต่างคือการบอกความหมายของคุณภาพของระดับพฤติกรรมของเด็กที่ต้องการประเมิน ระดับที่แจกแจงมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน เช่น ดีมาก ดี ปานกลาง ปรับปรุง ข้อดีของแบบประเมินค่าคือนำไปใช้ประเมินพฤติกรรมเด็กที่ไม่สามารถบรรยาย หรือพรรณนาได้ มักใช้แสดงภาพลักษณะของตัวเด็กในด้านของความพยายาม และแรงจูงใจว่าอยู่ในระดับใด

40 แบบประเมินค่าความเชื่อมั่นตนเองของเด็กปฐมวัย
5. แบบประเมินค่า แบบประเมินค่าความเชื่อมั่นตนเองของเด็กปฐมวัย ชื่อ : ด.ญ. แชมพู อายุ ปี ผู้สังเกต : ครูหมู สถานที่สังเกต : ห้องเรียนชั้นอนุบาล วันเดือนปี: คำชี้แจง : ระดับของพฤติกรรมความเชื่อมั่นของเด็กเกิดขึ้นดังนี้ 2= ทำบ่อยครั้ง 1 = ทำบ้างบางครั้ง 0=ไม่ทำเลย รายการ ระดับของพฤติกรรม 2 1 1. การกล้าแสดงออกเป็นตัวของตัวเอง 1.1 พูดชัดเจน 1.2 ยกมืออยากร่วมกิจกรรม 1.3 พูดแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุผลของตนเอง 1.4 กระตือรือร้นอยากร่วมกิจกรรม 1.5 สบตาคู่สนทนาในขณะพูด 2. การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม 2.1 บอกความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นทราบได้ 2.2 ทำตามข้อตกลงของครูและสมาชิกในกลุ่ม 2.3 ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้ ไม่ทะเลาะหรือขัดแย้งกัน 2.4 ให้คำแนะนำหรือความช่วยเหลือเพื่อน 2.5 ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

41 ความสามารถ ภาคเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 1 2 3 1. ปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับตำแหน่งที่ ได้แก่ ข้างหน้า หลัง บน ล่าง ข้าง ๆ 2. ชี้บอกวัตถุตามคำสั่ง ได้แก่ ใหญ่ – เล็ก สั้น – ยาว 3. จับคู่วัตถุที่มีผิวเรียบและขรุขระ 4. บอกชื่อรูปทรง วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม 5. สังเกตสิ่งที่เหมือนกัน สิ่งที่หายไป และสิ่งที่ผิดปกติ

42 เทคนิคการสังเกตพฤติกรรม
ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยนั้น มีข้อควรคำนึงหลายประการได้แก่ องค์ประกอบของการบันทึกพฤติกรรม และหลักการบันทึกพฤติกรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้

43 1. องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กนั้น ส่วนใหญ่ประกอบด้วยด้านใหญ่ๆ 3 ด้านคือ การบรรยายเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน และ การตีความ แปลความหมาย 1.1 การบรรยายเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (description) การสังเกตพฤติกรรมเด็ก จะพบว่าเด็กมีรูปร่าง ลักษณะเป็นอย่างไรและกำลังทำอะไร ถ้าเด็กกำลังพูดคุย สนทนากับเพื่อน เราจะได้ยินบทสนทนานั้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ การบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่ 1.2 ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน (feelings) ในขณะที่ทำการสังเกตอาจจะมีความรู้สึกพอใจ ชื่นชม เห็นใจ ชอบ และไม่ชอบ ต่อการกระทำของเด็กที่กำลังกระทำอยู่ความรู้สึกหรืออารมณ์ ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นคือ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง หรือกำจัดให้หมดไปในการสังเกต ต้องพยายามที่จะบรรยายเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงอคติที่อาจเกิดขึ้นจากอารมณ์หรือความรู้สึกของเรา อย่างไรก็ตาม ในการใช้เทคนิคการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ ในบางครั้งเป็นสิ่งที่ยากในการปฏิเสธความรู้สึกและความคิดเห็นของตนที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ถึงแม้ว่าครูจะพยายามวางตัวเป็นกลางแล้วก็ตาม จึงมักจะพบอยู่เสมอว่า ครูใส่ความรู้สึกและความคิดเห็นของตนไว้ในเหตุการณ์เรียบร้อยแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ ดังตัวอย่างเช่น ในการเลือกเด็กที่จะทำการสังเกต หรือการกำหนดจุดมุ่งหมายในการสังเกต รวมถึงการบันทึกข้อมูลในระหว่างทำการสังเกต เพราะฉะนั้นในการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ ครูจำเป็นต้องตระหนักถึงความรู้สึกและความคิดเห็นของตนด้วย แล้วบันทึกความรู้สึกและความคิดเห็นของตนลงไป โดยแยกความความคิดเห็นออกจากข้อมูลที่บรรยายในระหว่างการสังเกต 1.3 การตีความ แปลความหมาย หมายถึง การสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้ จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหลังจากสังเกตและบันทึกพฤติกรรมแล้ว จึงนำข้อมูลทั้งหมด มาตีความวินิจฉัย วิเคราะห์ เพื่อหาข้อสรุปของพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็กที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา ที่สังเกต

44 2. หลักการบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ
2.1 ขั้นตอนการบันทึกพฤติกรรม ครูอาจแบ่งขั้นตอนของการบันทึกพฤติกรรมเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ขั้นตอนที่สอง เป็นการบันทึกความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน ขั้นตอนสุดท้าย เป็นการตีความและแปลความหมาย รวมถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้ ของเด็ก 2.2 ข้อควรคำนึงในการบันทึกพฤติกรรม จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตโดยทั่วไป ผู้ที่บันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก จะพยายามบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่สังเกตเห็นให้มากที่สุดในเวลาที่กำหนดไว้เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่มักจะมีคำถามว่า ควรจะจดบันทึกข้อมูลมากน้อยแค่ไหน เพียงใด และข้อมูลหรือพฤติกรรมอะไร ที่ควรค่าแก่การบันทึก อย่างไรก็ตามเราควรมีการจดบันทึกข้อมูลให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลมาใช้ภายหลังได้ ดังนั้นข้อควรคำนึงในการบันทึกพฤติกรรมที่ได้จากการสังเกต ควรมีดังต่อไปนี้ การบันทึกการสังเกต ในการสังเกตต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก ตลอดจนพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงานตามลำดับก่อนหลัง การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้ ควรแยกการตีความและการแปลความหมายของพฤติกรรมออกจากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต บันทึกการสังเกตโดยอาจใช้วงเล็บ การขึ้นย่อหน้าใหม่ หรือการใช้เส้นแบ่งแยกข้อมูลออกจากการตีความ

45 ต่างๆ รอบตนเอง ในขณะเดียวกัน เวลาที่ข้าพเจ้าคุยกับครูประจำชั้นน้องวีร์ ข้าพเจ้าพบว่ามีแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก ชื่อ ด.ช. วีร์ วีรธรรม์ เพศ ชาย อายุ 4 ขวบ เวลาที่ทำการสังเกต 9 : 10 – 9 : 18 น. วัน/เดือน/ปี 19 กรกฎาคม 2548 สถานที่ ในชั้นเรียนของเด็ก ลักษณะทางด้านร่างกายของ ด.ช. วีร์ เด็กชายวีร์อายุ 4 ขวบ ผมดำ ตาดำ รูปร่างอ้วนป้อม สาเหตุที่ข้าพเจ้าเลือกสังเกตน้องวีร์เนื่องจากข้าพเจ้ารู้สึกว่าน้องวีร์เป็นเด็กอ่อนโยน และมีความกระตือรือร้น ที่จะเรียนรู้สิ่งน้อยครั้งมากที่ครูจะพูดถึงน้องวีร์ สาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากน้องวีร์เป็นเด็กดี ในสายตาผู้ใหญ่ก็เป็นได้ ลักษณะของสิ่งแวดล้อมในชั้นเรียน ชั้นเรียนจัดเป็นมุมต่างๆ เช่น มุมหนังสือ มุมศิลปะ มุมบทบาทสมมุติ และมุมบล็อก เด็กๆ มีอิสระที่จะเดินจากมุมหนึ่งไปยังมุมต่างๆ ในชั้นเรียนได้โดยเสรี เด็กๆ ในชั้นเรียนนี้สามารถที่จะหยิบอุปกรณ์จากมุมหนึ่งไปเล่นยังมุมอื่นๆ ได้ ระหว่างการทำการสังเกตพฤติกรรมในตอนเช้า ครูฝึกสอนได้จัดมุมทดสอบความสามารถในการ “ดมกลิ่น” โดยจัดน้ำหอมชนิดต่างๆ วางไว้ บนโต๊ะใกล้กับประตูทางเข้าชั้นเรียนเพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทดสอบ “การดมกลิ่น” การสังเกต ความคิดเห็น

46 การสังเกต ความคิดเห็น หลังจากที่มาถึงโรงเรียน น้องวีร์หยิบชื่อตนเองไปติดบนบอร์ด หลังจากนั้นน้องวีร์เดินไปมุมดนตรี ประมาณ 1 นาที หลังจากนั้นน้องวีร์เดินไปที่มุมศิลปะหยิบชิ้นกระดาษเล็กๆ ในมือขึ้นมาดม คุณครูฝึกสอนเดิน มาคุยกับน้องวีร์เสียงเบามาก ข้าพเจ้าไม่ได้ยินการสนทนา น้องวีร์เดินไปรอบๆ มุมศิลปะ ในมือยังคงถือกระดาษชิ้นเล็กๆ เมื่อน้องวีร์เห็นน้องชมพู่ น้องวีร์ยื่นกระดาษชิ้นเล็กๆ นั้นให้น้องชมพู่ดม น้องวีร์เดินไปรอบๆ ห้อง ในมือยังคงถือกระดาษอยู่ น้องวีร์เดินไปหาครูฝึกสอนและพูดกับคุณครูว่า “เย็นนี้น้องวีร์จะไปเที่ยวทะเล” หลังจากนั้นน้องวีร์เดินไปหาคุณครูประจำชั้นและพูดกับคุณครูว่า “ครูแอร์เย็นนี้น้องวีร์จะไปเที่ยวทะเล” น้องวีร์คุยกับคุณครูประจำชั้นแต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยินการสนทนา หลังจากนั้นน้องวีร์โยนกระดาษที่อยู่ในมือลงในถังขยะและนำขวดน้ำหอมมาให้คุณครูดม เด็กนักเรียนอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหาคุณครู คุณครูพูดกับเด็กคนนั้น น้องวีร์ร้องเพลงอยู่คนเดียว น้องวีร์เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองควรทำเมื่อมาถึงโรงเรียน น้องวีร์เรียนรู้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของโรงเรียน รู้ว่าเมื่อมาถึงโรงเรียนควรจะทำอะไร ด้วยเหตุนี้น้องวีร์จึงหยิบชื่อของตนไปติดบนบอร์ด หลังจากนั้นน้องวีร์เดินไปสำรวจมุมดนตรี น้องวีร์เดินสำรวจมุมศิลปะ ในขณะเดินสำรวจกิจกรรมศิลปะ น้องวีร์อาจถามตนเองว่า “วันนี้มีกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจบ้าง” ในขณะเดียวกันน้องวีร์ก็สำรวจชิ้นกระดาษที่อยู่ในมือไปด้วย น้องวีร์อาจประหลาดใจว่าทำไมกระดาษจึงมีกลิ่นหอม น้องวีร์คงสนใจมากที่กระดาษมีกลิ่นหอมจึงให้เพื่อนดม น้องวีร์ยังคงสนใจที่จะสำรวจกิจกรรมต่างๆ ในห้องอยู่ จึงเดินสำรวจรอบๆ ห้อง ในช่วงนี้ข้าพเจ้าคิดว่าน้องวีร์คงต้องการที่จะเล่าเรื่องให้คุณครูฟังว่า ตนมีแผนการที่จะทำอะไรใน ช่วงสุดสัปดาห์ ในความรู้สึกของข้าพเจ้า น้องวีร์ค่อนข้างตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวทะเลและน้องวีร์ต้องการบอกให้คุณครูทราบ ข้าพเจ้าคาดการณ์ว่าคุณครูคงคุยกับน้องวีร์เรื่อง “กลิ่น” คุณครูอาจแนะนำให้น้องวีร์ดมกลิ่นน้ำหอมจากขวดหรืออาจแนะนำให้น้องวีร์ดมกลิ่นจากขวดอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าคุณครูประจำชั้นจะต้องพูดคุยกับเด็กคนอื่นแต่น้องวีร์ก็ยังคงมีความสุข น้องวีร์อาจกำลังคิดถึงการไปเที่ยวทะเลในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่จะมาถึงหรือมิฉะนั้นกลิ่นของน้ำหอมก็อาจทำให้น้องวีร์มีความสุขก็เป็นได้

47 สรุปผลจากการสังเกต ในระยะเวลาสั้นๆ ที่มีจำกัดเช่นนี้ ข้าพเจ้าพบว่าการสรุปพฤติกรรมเด็กนั้นเป็นไปค่อนข้างลำบาก ข้าพเจ้าพบว่าข้าพเจ้าต้องการเวลาที่จะสังเกตเด็กนานกว่านี้ เพื่อว่าข้าพเจ้าจะสามารถบรรยายประสบการณ์เรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลา 8 นาที ที่ข้าพเจ้าสังเกต ด.ช.วีร์ วีรธรรม์ นั้นพบว่า ด.ช.วีร์ มีปฏิสัมพันธ์ทั้งกับเพื่อนในวัยเดียวกันและผู้ใหญ่รอบข้าง แม้กระนั้นก็ตาม ข้าพเจ้ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ที่ ด.ช.วีร์ สร้างขึ้นนั้นอยู่บนรากฐานของความไว้วางใจและการให้ความนับถือซึ่งกันและกัน ระหว่างตัวเด็กและบุคคลรอบข้าง จากการสังเกต ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า ข้าพเจ้าควรใช้เวลามากกว่านี้ ในการสังเกตเด็กเพื่อที่จะสามารถบรรยายถึงความสัมพันธ์ทางสังคมของ ด.ช.วีร์ กับบุคคลรอบข้างในระยะเวลาสั้นๆ ที่ไปทำการสังเกต ด.ช.วีร์ได้แสดงออกทางสังคม โดยการร้องเพลงและพูดคุยเกี่ยวกับกิจกรรมที่ตนจะทำในวันหยุดสุดสัปดาห์ ในขณะที่ทำการสังเกต ด.ช.วีร์ ได้แสดงพฤติกรรมที่ชี้ให้เห็นถึง กระบวนการเรียนรู้และกระบวนการคิดของตนโดยในตอนแรกที่มาถึงโรงเรียน ด.ช.วีร์ ได้หยิบแผ่นชื่อของตนไปติดไว้บนบอร์ดซึ่งแสดงให้เห็นว่าตนเข้าใจกิจวัตรประจำวันของโรงเรียน รู้ว่าเมื่อมาถึงโรงเรียน ตนควรทำอะไร นอกจากนั้นแล้ว ด.ช.วีร์ได้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ในเรื่องกลิ่น โดยการดมกลิ่นกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ถืออยู่ในมือและการหยิบขวดน้ำหอมไปให้ครูประจำชั้นดม สำหรับกระบวนการคิดของ ด.ช.วีร์ ข้าพเจ้ามีความลำบากใจที่จะตัดสินว่าสถานการณ์ใดแสดงออก ถึงกระบวนการคิดของเด็ก เนื่องจากกระบวนการคิด เป็นสิ่งที่เราไม่อาจเห็นหรือวัดได้ด้วยการมอง หรือ การสังเกต ผู้สังเกตแต่ละคนอาจมีความคิดที่แตกต่างกันไปโดยขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน ข้าพเจ้าคิดว่ากระบวนการคิดของ ด.ช.วีร์ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่น้องวีร์เดินสำรวจกิจกรรมต่างๆ ภายในห้องเรียน

48 ข้อดีและข้อจำกัดของการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ
ข้อดี ข้อดีของการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ มีหลายประการคือ 1. เด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน 2. เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูกสังเกตหรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่ 3. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำ กิจกรรมของเด็ก 4. ช่วยให้ครูได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนและโดยตรง เกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่าง ของเด็ก เช่น ครูสามารถสังเกตว่าเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรมในการเล่นเป็นกลุ่ม กับเพื่อนอย่างไร เป็นต้น 5. เป็นวิธีการที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในการศึกษาระดับปฐมวัย

49 ข้อจำกัด ของการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบนั้น ส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถของผู้สังเกต ในการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบนั้น จะพบว่าครูไม่ได้บันทึกเพียงข้อมูลที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาเท่านั้น ในบางครั้งอาจมีการสรุปข้อมูลที่พบเห็น โดยสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมของตน นอกจากนี้ยังมีเวลาจำกัด ทำให้ครูไม่สามารถบันทึกข้อมูลทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของตนได้ นอกจากนั้นพัฒนาการของเด็กยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 1. ไม่สามารถที่วัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในตัวเด็กได้ แต่สามารถแก้ไขได้ โดยการสังเกตซ้ำหลายๆ ครั้ง จะช่วยทำให้เข้าใจเด็กมากขึ้น นอกจากนั้น พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเด็กได้ อย่างไรก็ตาม อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องมือการประเมินผลชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การสัมภาษณ์พูดคุย กับเด็กและผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในตัวเด็กมากยิ่งขึ้น

50 2. ในการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ ถ้ามีผู้สังเกต 2 คน ทำการสังเกตเด็กคนเดียวกัน ในเวลาและสถานการณ์เดียวกัน บางครั้งข้อมูลที่จดบันทึกอาจแตกต่างกันได้ เช่น ถ้าสังเกตเด็กคนหนึ่งในขณะที่กำลังเล่นตอกตะปูอยู่ในมุมช่างไม้ ผู้สังเกตคนที่หนึ่งอาจ มุ่งการสังเกตไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาของเด็ก ในขณะที่ผู้สังเกตคนที่สองอาจมุ่งเน้นไปที่การแสดงออกทางสังคมของเด็ก ผู้สังเกตที่มีประสบการณ์นั้นจะพยายามสังเกตพฤติกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามในการสรุปพฤติกรรมของเด็ก การตีความหมายพฤติกรรมอาจมีความแตกต่างกันได้ พฤติกรรมที่ผู้สังเกตคนหนึ่งเห็นว่าดีงาม เหมาะสมกับสถานการณ์ ผู้สังเกตอีกท่านอาจลงความเห็นว่าไม่เหมาะสมก็เป็นไปได้ ดังนั้นระยะเวลาในการสังเกตรวมตลอดถึงจำนวนครั้งในการสังเกตจะมีผลต่อข้อมูลที่ได้จากการสังเกต ถ้าผู้สังเกตใช้เวลาในการสังเกตยาวนานขึ้น และมีความถี่ในการสังเกตมากขึ้น ข้อมูลที่ได้ก็มีโอกาสใกล้เคียงกันมากขึ้นด้วย

51 3. การสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบนั้นเป็นไปได้ยาก ถ้าสังเกตในขณะที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก
อย่างไรก็ตาม ในการสังเกตผู้สังเกตจำเป็นต้องสังเกตรายละเอียดต่างๆ ของพฤติกรรมเด็ก เรียนรู้ที่จะแยกข้อมูลที่สังเกตออกจากความคิดเห็นของตน และไม่รีบสรุปหรือตีความข้อมูลจากการสังเกตเพียงครั้งเดียว การสังเกตที่ดีควรมีระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานพอสมควรถ้าผู้สังเกตสามารถเรียนรู้และคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ช่วยให้การสังเกตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อาจเกิดอคติและใช้ประสบการณ์เดิมของตนในการสังเกตและตีความหมาย เช่น อาจเกิดความรู้สึกชอบเด็กคนหนึ่งมากกว่าคนอื่นๆ หรือมีแนวโน้มที่จะยอมรับพฤติกรรมอย่างหนึ่งมากกว่าพฤติกรรมอื่นๆ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีผลสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ในอดีตของตนว่าในอดีตนั้นตนเป็นอย่างไร เป็นต้น


ดาวน์โหลด ppt การสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google