งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

การประเมินภาวะสุขภาพและความก้าวหน้า ของการคลอดปกติ

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "การประเมินภาวะสุขภาพและความก้าวหน้า ของการคลอดปกติ"— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 การประเมินภาวะสุขภาพและความก้าวหน้า ของการคลอดปกติ
อาจารย์พูลทรัพย์ ลาภเจียม

2 ขอบเขตเนื้อหา การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์ในระยะรอคลอดและระยะคลอด
การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ในระยะรอคลอดและระยะคลอด การประเมินความก้าวหน้าของการคลอด

3 การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ในระยะแรกรับ
การซักประวัติ 1. การตั้งครรภ์ปัจจุบัน 2. การเจ็บครรภ์/อาการที่นำมาโรงพยาบาล 3. การตั้งครรภ์และการคลอดครั้งก่อน ๆ 4. การเจ็บป่วยในอดีต

4 การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์
1. ตรวจร่างกายทั่วไป ; ความสูง, ท่าเดิน, ซีด, V/S, บวม 2. ตรวจร่างกายเฉพาะที่ - ฟังอัตราการเต้นของหัวใจทารก - ตรวจครรภ์ เพื่อให้ทราบ gestational age, lie, presentation, position, engagement, condition of fetus and progression of labour

5 การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์
3. การตรวจการหดรัดตัวของมดลูก การหดรัดตัวของมดลูกเกิดที่บริเวณกล้ามเนื้อมดลูกส่วนบน คือ ส่วนของมดลูก (corpus) และยอดมดลูก (fundus) เริ่มแรกมีการหดรัดตัวทุก นาที นาน วินาที และปลายระยะที่ 1 ของการคลอด การหดรัดตัวถี่ขึ้นทุก 2-3 นาที นาน วินาที

6 การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์
3. การตรวจการหดรัดตัวของมดลูก (ต่อ) - Duration : ระยะเวลาตั้งแต่มดลูกเริ่มหดรัดตัว จนถึงมดลูกคลายตัว - Interval : ระยะเวลาตั้งแต่มดลูกเริ่มหดรัดตัวจนถึงมดลูกหดรัดตัว ครั้งต่อไป - Frequency : จำนวนครั้งของการหดรัดตัวของมดลูก - Intensity : ความแรงของการหดรัดตัวของมดลูก - Resting period : ระยะพัก

7 การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์
3. การตรวจการหดรัดตัวของมดลูก (ต่อ) วิธีการตรวจ : ใช้มือวางบริเวณยอดมดลูก ไม่คลึงมดลูก บันทึกหลังการตรวจ คือ interval , duration , intensity

8 การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์
4. ตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก - การบวมของ Vulva - มูกเลือด (show) / เลือด (bleeding) - skin lesion/condyloma accuminata - varicose vein - vulva gaping - vaginal discharge/น้ำหล่อเด็ก

9 การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์
5. ตรวจภายในช่องคลอด ข้อบ่งชี้ในการตรวจภายใน - เมื่อมารดารู้สึกอยากเบ่ง เมื่อถุงน้ำทูนหัวแตกทันที - เมื่อมดลูกมีการหดรัดตัวรุนแรงและถี่มาก - เมื่อต้องการทราบความก้าวหน้าของการคลอด - เมื่อเจ็บครรภ์คลอดแรกรับใหม่ในรายที่ไม่มีข้อห้าม - เมื่อต้องการทราบการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก - เมื่อต้องการวางแผนและเตรียมการช่วยเหลือ

10 การตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์
5. ตรวจภายในช่องคลอด (ต่อ) ข้อห้ามในการตรวจภายใน - มีประวัติเลือดออกทางช่องคลอด - เป็นโรคพิษแห่งครรภ์ - มีน้ำเดินมาจากบ้าน - ต้องการรักษาถุงน้ำไว้

11 ตรวจภายในช่องคลอด วิธีการตรวจ
ทำการตรวจภายในโดยใช้มือที่ไม่ถนัดแหวกlabia minora ให้กว้างที่สุด มืออีกข้างหยิบสำลีชุบน้ำยาเช็ดบริเวณตั้งแต่เหนือรูเปิดท่อปัสสาวะลงมาถึงบริเวณทวารหนัก (vestibule) แล้วหล่อลื่นนิ้วชี้และนิ้วกลาง สอดนิ้วกลางเข้าไปในช่องคลอด กดผนังหลังของช่องคลอดจนช่องคลอดมีขนาดกว้างพอที่จะสอดนิ้วชี้เข้าไปได้ และพยายามมิให้นิ้วที่เหลืออยู่ภายนอกไปถูกต้องบริเวณทวารหนัก จึงควรกำนิ้วที่เหลือเข้าหากัน

12 ตรวจภายในช่องคลอด สิ่งที่ต้องตรวจ 1. สภาพช่องคลอด 2. ปากมดลูก :
2. ปากมดลูก : - ความนุ่ม/แข็ง - การบวม - ความสั้นบาง (effacement) - การเปิดขยาย (dilatation)

13 สิ่งที่ต้องตรวจ (ต่อ)
ตรวจภายในช่องคลอด สิ่งที่ต้องตรวจ (ต่อ) 3. ถุงน้ำทูนหัว - Membrane intact (MI) = ถุงน้ำทูนหัวยังอยู่ - Membrane ruptured (MR) = ถุงน้ำทูนหัวแตกไปแล้ว - Artificial membrane ruptured (AMR) = การเจาะถุงน้ำทูนหัว - Membrane absence (MA) = ไม่มีถุงน้ำ

14 ตรวจภายในช่องคลอด สิ่งที่ต้องตรวจ (ต่อ) 4. ตรวจหาส่วนนำ
ระดับของส่วนนำ (station) : ใช้ส่วนล่างสุดของส่วนนำ เปรียบเทียบกับระดับ ischial spine เมื่อส่วนล่างของ vetex ลงมาถึง ระดับ ischial spines จะเรียกว่า station o

15 ตรวจภายในช่องคลอด สิ่งที่ต้องตรวจ (ต่อ) 5. ตรวจการมี Moulding
6. การตรวจสภาพช่องเชิงกราน

16 การเตรียมความสะอาดผู้คลอดเพื่อการคลอด
1. การเตรียมความสะอาดร่างกายทั่วไป 2. การเตรียมความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก 3. การสวนอุจจาระเพื่อเตรียมคลอด

17 การประเมินด้านจิตใจ-สังคม
สถานภาพสมรส ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม อายุ ประสบการณ์ การคลอด ความหมายของการตั้งครรภ์ครั้งนี้ ศาสนา และพื้นฐานวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ในครอบครัวและการช่วยเหลือค้ำจุน ความคาดหวังต่อการคลอดครั้งนี้ ภาวะความวิตกกังวล

18 การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ในระยะรอคลอด

19 ด้านจิต-สังคม - มีเมตตา เป็นมิตร - เคารพความเป็นบุคคล
- มีเมตตา เป็นมิตร - เคารพความเป็นบุคคล - บอกให้ทราบก่อนให้การพยาบาลทุกครั้ง - ให้คำอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการคลอด - ความเป็นสัดส่วน - คำชมเชย - การประเมินความต้องการ/การตอบสนอง

20 ด้านร่างกาย 1 วัด V/S ทุก 4 ชม.
2. จับและบันทึกการหดรัดตัวของมดลูกทุก 30 นาที 3. ท่านอน - ปากมดลูกเปิดไม่มาก/ถุงน้ำยังไม่แตก ให้นั่ง/ยืน/เดินได้ - ปากมดลูกเปิดมาก/เจ็บครรภ์มาก ให้นอนตะแคงซ้าย - ถุงน้ำแตก ให้ absolute bed rest - ได้รับ analgesic drug ดูแลให้นอนพักบนเตียง

21 ด้านร่างกาย (ต่อ) 4. ความสุขสบายทั่วไป 5. อาหาร
- ระยะ latent phase อาจให้รับประทานอาหารได้ - ระยะ active phase ควร NPO/ดูแลการได้ IV. Fluid อย่างเพียงพอ 6. การขับถ่าย : ดูแลกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง 7. การผ่อนคลายความเจ็บปวด

22 ทฤษฎีความเจ็บปวด ทฤษฎีควบคุมประตู (gate control)
พลังความเจ็บปวดที่มาจากส่วนต่างๆของร่างกายจะถูกปรับสัญญาณที่ไขสันหลังก่อนส่งขึ้นไปรับความรู้สึกเจ็บปวดในระดับสมอง โดยที่ระดับไขสันหลังจะมีสารgelatinosa ซึ่งเปรียบเสมือนประตูคอยเพิ่มหรือลดพลังประสาทที่ส่งเข้ามา โดยพลังประสาทจากใยประสาทขนาดเล็กจะไปเปิดประตู ส่วนพลังประสาทจากใยประสาทขนาดใหญ่จะไปปิดประตู

23 ทฤษฎีความเจ็บปวด ในร่างกายมนุษย์ จะมีสาร endorphins ที่มีหน้าที่คอยช่วยยับยั้งการส่งผ่านของพลังประสาทความเจ็บปวด ผู้ที่มี endorphinsที่รอยประสานของเซลล์ประสาทมากจะมีความรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่า ผู้ที่มี endorphins น้อย

24 ผลของความเจ็บปวดในระยะคลอด
ผลต่อมารดา 1. การหายใจจะเพิ่มขึ้นประมาณ เท่าของปกติ 2. ในขณะเจ็บครรภ์คลอด ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจภายใน 1 นาที และเลือดที่ไหลกลับสู่ระบบการไหลเวียนจะเพิ่มขึ้น 3. ทำให้ metabolism ในร่างกายเพิ่มขึ้น 4. เกิดความวิตกกังวลและกลัวร่างกายเกิดความตึงเครียด

25 ผลของความเจ็บปวดในระยะคลอด
ผลต่อทารก - ทารกอาจเกิดภาวะ fetal distress - มารดาที่วิตกกังวลสูงมีผลต่อค่าคะแนน APGAR - metabolic acidosis - การหดรัดตัวของมดลูก มีผลให้เกิดความดันในศีรษะทารกเพิ่มขึ้น หลอดเลือดในสมองฉีกขาด เลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง

26 บทบาทของพยาบาลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอด
1. สังเกตปฏิกิริยาความเจ็บปวด 2. สร้างความไว้วางใจและความปลอดภัย 3. ให้ความรู้และข้อมูลตามความต้องการของผู้คลอด 3.1 ระยะ latent phase เป็นระยะที่ดีที่สุดสำหรับการให้ความรู้ 3.2 ระยะ active phase ระยะนี้ความเจ็บปวดจะมากขึ้นแต่การรับรู้ยังดีอยู่ 3.3 ระยะ transitional phase ระยะที่ผู้คลอดต้องการความช่วยเหลือ 3.4 ระยะที่ 3 และ 4 ของการคลอด เป็นระยะผ่อนคลาย

27 บทบาทของพยาบาลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอด
4. การดูแลทางด้านร่างกาย 4.1 ดูแลความสุขสบายทั่วไป 4.2 จัดท่านอนให้ผ่อนคลาย 4.3 จัดสิ่งแวดล้อมระหว่างรอคลอด 5. การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ 6. การดูแลให้ผู้คลอดได้รับยาบรรเทาอาการปวด

28 การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ
1. การเพ่งจุดสนใจ (concentration หรือ focal point) โดยการเพ่งดูจุดใดจุดหนึ่งขณะมดลูกหดรัดตัวเพื่อให้เกิดสมาธิ 2. การเบี่ยงเบนความสนใจ (distraction) เช่น การสร้างจินตนาการถึงสถานที่ประทับใจ หรือภาพของทารกในครรภ์ การฟังดนตรีที่ชอบ

29 การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ
3. การกระตุ้นผิวหนัง 3.1 การลูบหน้าท้อง : ใช้อุ้งมือทั้งสองลูบหน้าท้องโดยเริ่มจากหัวเหน่าขึ้นไป ทางยอดมดลูกขณะหายใจเข้า และลูบจากยอดมดลูกผ่านตรงลงมาที่จุดเริ่มต้นใหม่ ในขณะหายใจออก 3.2 การนวด : การนวดเป็นการกระตุ้นใยประสาทที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ขนาดใหญ่ การนวดทำได้โดยให้ผู้คลอดนอนตะแคง พยาบาลนวดลึก ๆ เป็น วงกลมที่บริเวณกระดูกก้นกบขณะที่มดลูกหดรัดตัว

30 การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ
4. การควบคุมการหายใจ วิธีที่ 1 slow chest breathing - หายใจล้างปอด 1 ครั้ง - หายใจเข้าลึก ๆ ทางจมูกช้า ๆ แล้วผ่อนลมออกทางปากช้า ๆ - หายใจล้างปอด

31 การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ
4. การควบคุมการหายใจ (ต่อ) วิธีที่ 2 shallow chest breathing - หายใจล้างปอด - เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัวให้หายใจโดยวิธีที่ 1 - เมื่อมดลูกหดรัดตัว ให้หายใจเข้าและออกผ่านทั้งทางปากและจมูกตื้น ๆ เร็ว และเบา (ให้หายใจแค่ที่คอ) ทำเช่นนี้จนกว่ามดลูกเริ่มคลายตัว จึงกลับไปหายใจโดยวิธีที่ 1 - หายใจล้างปอดเมื่อมดลูกคลายตัว

32 การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอดโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ
4. การควบคุมการหายใจ (ต่อ) วิธีที่ 3 pant – blow breathing - เมื่อมดลูกหดรัดตัวให้หายใจเข้าออกทางปากตื้น ๆ เร็ว ๆ เบา ๆ 4 ครั้ง สลับกับเป่าลมออกทางปาก 1 ครั้ง คล้ายเป่าเทียน - หายใจล้างปอด วิธีที่ 4 การหายใจเพื่อเบ่งคลอด (breathing for pushing)

33 ยาที่ใช้ในการระงับความเจ็บปวดระหว่างการคลอด
1. Meperidine (Pethidine, Demerol) นิยมให้ทางหลอดเลือดดำขนาด มก. ฉีดช้า ๆ เป็นเวลานานกว่า 5 นาที มีผลออกฤทธิ์ไวภายใน นาที มีฤทธิ์ระงับปวดได้นาน 2-4 ชม. นิยม ให้ร่วมกับยาในกลุ่ม phenothiazine เช่น promethazine (phenergan) มก. ทางหลอดเลือดดำ

34 ยาที่ใช้ในการระงับความเจ็บปวดระหว่างการคลอด
2.Naloxone (Narcan) เป็นยาที่ใช้แก้ฤทธิ์การกดระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจ และ ระบบหายใจที่เกิดจากการให้ยา Pethidine เกินขนาด ขนาดยาที่ใช้ในมารดา คือ 0.4 มก. ทางหลอดเลือดดำ 3.Promethazine (Phenergan) เป็นSedatives drugs มักใช้ร่วมกับ pethidine ออกฤทธิ์เป็น sedative และลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ยานี้ผ่านรกได้อย่างรวดเร็ว และอาจทำให้ FHS ลดลง ขนาดปกติ มก. ทางหลอดเลือดดำ

35 ยาที่ใช้ในการระงับความเจ็บปวดระหว่างการคลอด
การทำ Epidural block เป็นการระงับความเจ็บปวดโดยฉีดยาชา (xylocaine/marcaine) เข้าช่อง ไขสันหลังระดับL 2 – 3 ซึ่งจะทำให้ผู้คลอดหมดความรู้สึกตั้งแต่ระดับสะดือลงไป ถึงปลายเท้า นิยมทำตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 2 – 3 ซม. การทำ การทำ Epidural block มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ทำให้ ความดันโลหิตของมารดาต่ำลง ระยะของการคลอดยาวนาน( prolong labour) จากมดลูกหดรัดตัวไม่ดี มารดาไม่มีแรงเบ่งคลอด ทำให้ต้องทำสูติศาสตร์หัตถการ

36 การดูแลทารกในครรภ์ 1. ให้ฟังและนับอัตราการเต้นของหัวใจทารกให้เต็มนาที
1. ให้ฟังและนับอัตราการเต้นของหัวใจทารกให้เต็มนาที การคลอดระยะที่ 1 ฟัง FHS และบันทึกผลอย่างน้อยทุก นาที ในระยะเบ่ง ควรฟังทุก นาที เมื่อถุงน้ำแตก ต้องฟัง FHS ทันที 2. สังเกตการมีขี้เทาปนเปื้อนในน้ำคร่ำ 3. สังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์ 4. ถ้าพบมีภาวะ Fetal distress ให้ปฏิบัติการช่วยเหลือทันที 5. ถ้าผู้คลอดได้รับยา pethidine และทารกคลอดภายใน 2 – 4 ชม.

37 ภาวะ Fetal distress สาเหตุ 1. ทารกได้รับออกซิเจนน้อยกว่าปกติ จาก
1. ทารกได้รับออกซิเจนน้อยกว่าปกติ จาก - มารดาอยู่ในสภาพขาดออกซิเจนเรื้อรัง - รกเสื่อมสภาพ - พยาธิสภาพของสายสะดือ - มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ - น้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ 2. สาเหตุจากยา : ยาระงับปวด ยาเร่งคลอด

38 ภาวะ Fetal distress อาการแสดง - FHS อาจช้าหรือเร็วกว่าปกติ ไม่สม่ำเสมอ
- มี meconium stain - ผลการบันทึก Fetal heart rate monitoring แสดงให้เห็นการลดต่ำ ของอัตราการเต้นของหัวใจ - เลือดของทารกมีภาวะ acidosis

39 ภาวะ Fetal distress การเฝ้าระวัง
- บันทึกการหดรัดตัวของมดลูก และฟังการเต้นของหัวใจทารกทุก 30 นาที - นำ partograph มาใช้ในการเฝ้าคลอดทุกราย - ทำการเจาะถุงน้ำทูนหัวอย่างถูกเทคนิค - ควบคุมจำนวนหยดของ oxytocin ให้เหมาะสม - ดูแลมารดาที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ fetal distress อย่าง ใกล้ชิด

40 ภาวะ Fetal distress การพยาบาล - ให้มารดานอนตะแคงซ้าย
- ให้มารดานอนตะแคงซ้าย - ให้ออกซิเจนแก่หญิงตั้งครรภ์ 3-5 ลิตร/นาทีทาง nasal canula - รายงานแพทย์ - ฟัง FHS - ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตามการรักษาของแพทย์ - ให้การประคับประคองจิตใจมารดา - ช่วยแพทย์เตรียมทำคลอด - ช่วยตามกุมารแพทย์ และเตรียมเครื่องมือในการช่วยเหลือทารกให้พร้อม

41 การดูแลเกี่ยวกับการดำเนินการคลอด

42 Friedman’s curve latent phase เป็นระยะตั้งแต่เริ่มเจ็บครรภ์จริงไปจนกระทั่งปากมดลูกเปิด น้อยกว่า 3 ซม. กราฟมีความลาดเอียงมาก ใช้เวลา 8 ชั่วโมง ในครรภ์แรก และ 5 ชั่วโมง ในครรภ์หลัง active phase เป็นระยะของการเปิดขยายของปากมดลูก ซึ่งดำเนินไปอย่าง รวดเร็วกว่าเดิม คือ ปากมดลูกเปิดจาก ซม. โดยแบ่งเป็นระยะย่อยดังนี้ - acceleration phase - phase of maximum slope - deceleration phase

43 Friedman’s curve

44 WHO Partograph

45 สภาพของทารก (fetal conditions)
1. อัตราการเต้นของหัวใจทารกต่อนาที (fetal heart rate, beats per minute) บันทึกเครื่องหมาย “ . ” การฟังในระยะ latent phase ควรฟังทุก 30 – 60 นาที ส่วนในระยะ active phase ควรฟังทุก 30 นาที

46 สภาพของทารก (fetal conditions)
2. ถุงน้ำคร่ำ (membranes) และน้ำคร่ำ : บันทึกลงในช่อง Liquor I หมายถึง membranes intact SRM หมายถึง spontaneous ruptured of membranes ARM หมายถึง artificial ruptured of membranes C หมายถึง clear M หมายถึง meconium stained A หมายถึง absent B หมายถึง bloody

47 สภาพของทารก (fetal conditions)
3. การเกยกันของกะโหลกศีรษะ (molding) 0 หมายถึง กระดูกศีรษะทารกแยกกัน คลำรอยต่อแสกกลาง (sagittal suture) ได้ชัดเจน (ไม่มี molding) +1 หมายถึง กระดูกศีรษะทารกชนกัน คลำรอยต่อแสกกลาง (sagittal suture) ไม่ได้ชัดเจน ได้เป็นเส้น +2 หมายถึง มีการเกยกันของกระดูกศีรษะทารก (มี overlapping) +3 หมายถึง มีการเกยกันของกระดูกศีรษะทารก ไม่สามารถใช้นิ้วมือ แยก ออกจากกันได้ (มี severe overlapping มากกว่า 0.5 ซม.)

48 ความก้าวหน้าของการคลอด (Progression of labor)
1. การเปิดขยายของปากมดลูก (cervical dilatation) แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ - ระยะเฉื่อย (latent phase) เริ่มตั้งแต่เมื่อเข้าสู่การเจ็บครรภ์จริง (true labor) จนกระทั่งปากมดลูกเปิด 3 เซนติเมตร - ระยะเร่ง (active phase) เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 3 เซนติเมตรขึ้นไป การบันทึกการเปิดขยายปากมดลูกให้ใช้เครื่องหมาย “X”

49 alert line เส้นทึบที่ลากทแยงจากตำแหน่งที่ปากมดลูกเปิด
3 – 10 เซนติเมตร action lineเส้นทึบที่ลากขนานกับเส้นตื่นตัว (alert line)

50 การเคลื่อนต่ำของศรีษะ (Descent of fetal head)
การบันทึกระดับศีรษะทารก ใช้เครื่องหมาย “0” กำหนดระดับตั้งแต่ ถึง (descent of head) ดังนี้ ตำแหน่ง 5 มีค่าการเคลื่อนต่ำของศีรษะเท่ากับ ตำแหน่ง 4 มีค่าการเคลื่อนต่ำของศีรษะเท่ากับ ตำแหน่ง 3 มีค่าการเคลื่อนต่ำของศีรษะเท่ากับ ตำแหน่ง 2 มีค่าการเคลื่อนต่ำของศีรษะเท่ากับ ตำแหน่ง 1 มีค่าการเคลื่อนต่ำของศีรษะเท่ากับ ตำแหน่ง 0 มีค่าการเคลื่อนต่ำของศีรษะเท่ากับ

51 การหดรัดตัวของมดลูก (Uterine contractions)
บันทึกโดยการระบายสีลงในช่องที่กำหนด ดังนี้ 1. ความถี่ของการหดรัดตัว (frequency) ให้บันทึกเป็นจำนวนครั้งใน 10 นาที โดย 1 ครั้งเท่ากับ 1 ช่อง 2. ระยะเวลานานในการหดรัดตัว (duration) ให้ระบายสีโดยแบ่งระดับตาม ความทึบของสีดังนี้ น้อยกว่า 20 วินาที 20 – 40 วินาที มากกว่า 40 วินาที

52 การให้ยาและรักษา 3.1 ออกซิโตชิน (oxytocin) ให้ระบุจำนวนยูนิตต่อ 500 มิลลิลิตร (U / 500 ml ) ในช่องบนและจำนวนหยดต่อนาที (d/ min) ช่องล่าง 3.2 การให้ยาและการรักษาให้บันทึกชนิดของยา วิธีการให้ รวมถึง ขนาดและปริมาณยาลงในช่องว่าง เช่น 5%D/NSS 1,000 ml IV drip 120 ml/hr, meperidine 50 mg IV, Hydralazine 10 mg IV, MgSo4 1 g/hr IV drip เป็นต้น

53 Oxytocin (Pitocin, Syntocinon)
การออกฤทธิ์ กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของมดลูก ทำให้มีการหด รัดตัวเหมือนธรรมชาติ โดยเพิ่มทั้งแรงหดรัดตัวและความถี่ของการ หดรัดตัว และมีระยะพักหลังการหดรัดตัว มีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกส่วน fundus มากกว่า cervix มดลูกในระยะไตรมาสที่ 3 จะตอบสนองต่อ การกระตุ้นของ oxytocin ได้ดีที่สุด

54 Oxytocin (Pitocin, Syntocinon)
ฤทธิ์ข้างเคียง : ผลต่อแม่ 1. มดลูกหดรัดตัวไม่คลาย 2. ถ้าให้ในขนาดสูง ๆ จะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ความดันโลหิต ลดลงได้ 3. ปัสสาวะน้อยลง เมื่อใช้เกิน 20 mu/นาที 4. เกิดภาวะ water intoxication คือ ซึมง่วง อ่อนแรง ปวดศีรษะ สับสน ปัสสาวะออกน้อย หมดสติ

55 Oxytocin (Pitocin, Syntocinon)
ผลต่อทารก 1. ขาดออกซิเจน จากมดลูกหดรัดตัวไม่คลาย 2. ได้รับอันตรายจากมดลูกแตก ข้อห้าม/ข้อระวัง ห้ามใช้ในรายที่ศีรษะเด็กไม่เหมาะสมกับเชิงกรานมารดา (CPD) หรือเด็กอยู่ในท่าที่ไม่ได้ใช้ศีรษะเป็นส่วนนำ

56 Oxytocin (Pitocin, Syntocinon)
ขนาด/วิธีใช้ ผสมยา 10 U (1 cc) ใน 5 % D/W 1,000 cc. ให้ทางหลอดเลือดดำ เริ่มต้นด้วยขนาด 1 mu/min และเพิ่มขึ้นทุก 1 mu/min ทุก 15 นาที่ จนได้การหดรัดตัวของมดลูกที่ต้องการ (ขนาดสูงสุดได้ถึง 20 mu/min)

57 Oxytocin (Pitocin, Syntocinon)
การพยาบาล 1. บอกจุดประสงค์ของการให้ยา ฤทธิ์ของยา 2. สังเกตการหดรัดตัวของมดลูกอย่างใกล้ชิด 3. วัด v/s โดยเฉพาะ BP 4. ฟัง FHS ทุก นาที 5. สังเกตอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากฤทธิ์ข้างเคียงของยา

58 อาการแสดงของการสิ้นสุดของการคลอดระยะที่หนึ่ง
Positive signs : การตรวจทางช่องคลอด จะคลำไม่พบปากมดลูก Probabel signs : เป็นการแสดงที่อาจบอกให้ทราบว่าผู้คลอดเข้าสู่ระยะที่สอง ของการคลอดได้แก่ - ผู้คลอดมีความรู้สึกอยากเบ่ง ขณะที่มดลูกมีการหดรัดตัว - มีเลือดสีแดงไหลออกทางช่องคลอด(bloody show) - มีการแตกของถุงน้ำคร่ำ - ทวารหนักตุงและถ่างขยายในขณะที่ผู้คลอดเบ่ง แต่จะผลุบเข้าไปเมื่อหยุดเบ่ง - ปากช่องคลอดเปิดออกเล็กน้อย - มองเห็นส่วนนำของทารกทางช่องคลอด - ฝีเย็บตึง ผิวหนังเป็นมันใส


ดาวน์โหลด ppt การประเมินภาวะสุขภาพและความก้าวหน้า ของการคลอดปกติ

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


Ads by Google