งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

งานนำเสนอกำลังจะดาวน์โหลด โปรดรอ

XML ( Extensible Markup Language ) เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการ แลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้มาตรฐานที่แตกต่างของ ภาษาต่าง ๆ ในปัจจุบัน ดังนั้น ภาษา XML.

งานนำเสนอที่คล้ายกัน


งานนำเสนอเรื่อง: "XML ( Extensible Markup Language ) เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการ แลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้มาตรฐานที่แตกต่างของ ภาษาต่าง ๆ ในปัจจุบัน ดังนั้น ภาษา XML."— ใบสำเนางานนำเสนอ:

1 XML ( Extensible Markup Language ) เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการ แลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้มาตรฐานที่แตกต่างของ ภาษาต่าง ๆ ในปัจจุบัน ดังนั้น ภาษา XML เป็น ภาษาหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นภาษากลางใน การติดต่อสื่อสารระหว่างแพลตฟอร์ม ภาษา XML ไม่ได้เน้นที่การแสดงผล หรือ ควบคุมการทำงาน แต่เน้นที่การรองรับการแลก เปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

2 การใช้บริการโฮมเพจหรือเว็บนั้นถูกเรียกว่า solutions โดยการเข้าไปจัดการนั้นทำได้ 2 แบบ - ฐานะผู้ใช้บริการ - ฐานะผู้ให้บริการเว็บเซอร์วิส การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันภายในเว็บเซอร์วิสนั้น อาศัยภาษา XML เป็นตัวกลาง

3 ข้อแตกต่างระหว่าง HTML และ XML ภาษา XML ไม่ใช่ HTML และไม่ใช่ส่วนขยาย ของ HTML แต่ XML เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมา เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถให้กับ HTML ภาษา HTML ถูกออกแบบมาให้เน้นการแสดง ผลข้อมูลเพียงอย่างเดียว โดยไม่เข้าใจข้อมูล เช่น ตัวหนา ตัวเอียง ภาษา XML สามารถอธิบายข้อมูลส่วนต่าง ๆได้

4 โครงสร้างของภาษา XML ประกอบด้วย Tag ต่าง ๆ เช่นเดียวกับ HTML โดยมีทั้ง tag ปิด และ tag เปิด ปัญหาของ tag ใน HTML คือ tag นั้นจะต้องถูก ประกาศรับรองจากองค์กรวางมาตรฐาน W3C จึงจะสามารถนำมาใช้ในการสร้างโฮมเพจได้ แต่สำหรับ XML tag ที่สร้างขึ้นมาเองก็จะเป็น มาตรฐานได้ ซึ่งผู้ใช้เป็นผู้กำหนด และภาษาอื่น ก็จะยอมรับ พร้อมเรียกใช้งานได้

5 การใช้งาน XML คือการนิยามข้อมูลขึ้นมา โดยใช้ tag ระบุว่า ข้อมูลนั้นคืออะไร เป็นการมอง XML ในลักษณะ เป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถเรียกใช้งานจาก ภาษาใดก็ได้ ส่งผลให้เราสามารถแลกเปลี่ยน ข้อมูลกับภาษาใดก็ได้ที่รู้จักกับ XML

6 การใช้งาน XML (ต่อ) XML จะอาศัยโปรโตคอล SOAP (Simple Object Access Protocol) ซึ่งเป็นข้อตกลงใน การสื่อสารระหว่างเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

7 ความหมายของ tag กับ element tag เป็นคำที่ใช้เรียก element ขึ้นมาทำงาน เช่น ถ้าเราต้องการใช้ element ของ body เรา ต้องใช้ tag เปิด เมื่อเริ่มต้นใช้งาน และเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน element body จะต้อง ใช้ tag ปิด นั่นคือ tag ทำหน้าที่เรียก object ของเอกสาร เว็บออกมาใช้งาน สำหรับ element นั้นแทน คำว่า object นั่นเอง

8 ตัวอย่าง XML 001 นายประสพโชค ปัญจพันธ์ กรุงเทพ

9 รายละเอียด เริ่มต้นเป็นการประกาศส่วนที่เรียกว่า prolog หรือเรียกอีกอย่างว่า XML declaration หมายถึง ส่วนหัวของเอกสาร XML ที่เราต้องการใช้งาน และมีการเข้ารหัสภาษาไทยคือ windows-874 จากนั้นจะเข้าสู่พื้นที่แหล่งข้อมูลของเอกสาร XML ที่เรียกว่า Document Elements ซึ่ง ประกอบด้วย tag เปิดและ tag ปิด

10 รายละเอียด (ต่อ) ในการสร้าง tag จะต้องสร้าง tag ที่เรียกว่า Root Tag เพื่อทำหน้าที่บรรจุ tag อื่น ๆ ซึ่ง tag ที่ซ้อนอยู่ใน root tag นี้จะเรียกว่า Childs Tag ซึ่งซ้อนกันเป็นวงเป็นลำดับชั้น โดยที่ภาษา XML จะมองโครงสร้างนี้เป็นแบบโครงสร้างต้นไม้ การเขียนชื่อ tag ของ XML นั้นเป็น Case-Sensitive จึงต้องเขียนตัวพิมพ์ใหญ่หรือ ตัวพิมพ์เล็กให้ตรงกัน

11 การใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูล XML ร่วมกับ HTML ใช้วิธี binding โดยใช้มุมมองของ HTML ใน รูปแบบของ DSO (Data Source Object) มองไป ยังข้อมูลที่อยู่ในแหล่งของ XML และจะมอง XML เป็นกลุ่มของข้อมูล หรือที่เรียกว่า Data Island การอ่านผลหรือประมวลผลข้อมูล XML ต้องอาศัย หน่วยความจำของเครื่องผู้ใช้ หรือ เครื่องลูกซึ่งจะ แปรผันตามปริมาณข้อมูลใน XML

12 การใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูล XML ร่วมกับ HTML ทำได้ 2 วิธีคือ - ใช้ร่วมกับ tag …. เป็นการ เรียกดูข้อมูล Data Island โดยใช้ element ของ HTML ที่ชื่อว่า xml - ใช้ร่วมกับ tag …. เป็นการ ใช้งาน element table ของ HTML เพื่อสร้างตาราง ขึ้นมาแล้วนำข้อมูลที่อยู่ในแหล่งข้อมูล XML มาแสดง ผ่านตารางของ HTML

13 วิธีการที่จะทำให้ HTML ติดต่อกับ XML ทำได้ 2 ลักษณะคือ 1.แบบฝัง Data Island ทั้งหมดเข้าไปในไฟล์Data Island HTML (ผลการรัน)ผลการรัน 2. แบบอ้างอิงชื่อไฟล์ XML ใน HTML(*.XML)XMLHTML ( ผลการรัน ) ผลการรัน

14 ผลการรันแบบ Data Island

15 ผลการรันแบบอ้างอิง XML

16 การแสดงข้อมูลโดยใช้งาน tag ของ HTML การใช้งานข้อมูล XML โดยใช้ tag ร่วมกับ tag เป็นการนำข้อมูลในรูปแบบ xml มาใช้ร่วมกับ tag table และ xml ของ HTML เพื่อแสดงข้อมูลออกมา ซึ่งทำได้ 3 ลักษณะคือ - แสดงข้อมูลครั้งละ 1 record - แสดงข้อมูลตามจำนวน record ที่เรากำหนด - แสดงข้อมูลครบทุก record

17 การแสดงข้อมูลครั้งละ 1 record การแสดงข้อมูลนี้จะอาศัย tag.... และ tag.... ของ HTML ครั้งละ 1 record จากตัวอย่าง จะสร้างตัวอย่าง ปุ่ม 4 ปุ่มสำหรับการเปลี่ยน record ไปยัง record ถัดไป (แสดงผล)แสดงผล

18 ตัวอย่างการแสดงข้อมูลทีละ record

19 การแสดงข้อมูลตามจำนวน record ที่กำหนด การแสดงข้อมูลนี้จะอาศัย tag เป็น การแบ่งข้อมูลออกเป็นหน้าที่เรียกว่า Paging Control โดยสามารถกำหนดจำนวน record ที่จะแสดงในแต่ละหน้า โดยใช้ attribute datapagesize ของ tag เพื่อระบุ จำนวน record ที่ต้องการแสดงในแต่ละครั้ง (ตัวอย่าง และ การแสดงผล)ตัวอย่างการแสดงผล

20 ตัวอย่างการแสดงข้อมูลตามจำนวน record ที่กำหนด

21 การแสดงข้อมูลครบทุก record เป็นการแสดงแบบง่ายที่สุด เนื่องจากไม่มีเงื่อนไข ใด ๆ จากตัวอย่างให้กำหนด ตัวอย่างของไฟล์ การแสดงผล

22 ตัวอย่างการแสดงข้อมูลครบทุก record

23 การใช้งาน XML ร่วมกับ CSS ภาษา CSS (Cascading Style Sheets) หรือ อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า DHTML (Dynamic HTML) เป็นการกำหนดรูปแบบอักษร หรือข้อความและรูปภาพ ให้มีลักษณะสวยงาม รวมทั้งจัดวางตำแหน่งของรูปภาพหรือข้อความ ได้ตามที่เราต้องการที่เรียกว่า Cascading Style Sheets Positioning (CSS-P)

24 การแสดงผลข้อมูล XML ด้วยภาษา CSS สามารถทำได้ 2 ลักษณะคือ - แบบฝัง CSS เข้าไปในแหล่งข้อมูล XMLCSS แสดงผล - แบบอ้างอิงชื่อไฟล์ *.CSS ประกอบด้วย ไฟล์.CSS และ ไฟล์.xml (แสดงผล ).CSS.xmlแสดงผล

25 ผลการแสดงข้อมูลการฝัง CSS

26 ผลการแสดงข้อมูลแบบอ้างอิง.css ผ่าน.xml

27 ตัวอย่างการใช้ CSS-P เพื่อจัดตำแหน่งของข้อความให้ชัดเจนมากขึ้น โดยจะมีส่วนของไฟล์ css_positioning.css ทำหน้าที่จัดรูปแบบข้อความแทน โดยกำหนด attribute href= “css_positioning.css”css_positioning.css บนไฟล์.xml (แสดงผล).xml แสดงผล

28

29 การใช้งาน XML ร่วมกับ XSL(T) เบื้องต้น ภาษา XSL ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แสดง ผลให้กับภาษา XML โดยเฉพาะ ดังนั้นการแสดงผล โดยใช้ XSL จึงมีความสามารถมากกว่าภาษา HTML และ CSS เพราะสามารถสร้างเงื่อนไขการแสดงผล ได้มากกว่า

30 XSL (eXtensible Stylesheet Language) เป็นภาษาที่ทำหน้าที่แสดงผล XML และสามารถ ใช้ร่วมกับ HTML และ CSS ได้เป็นอย่างดี จุดประสงค์ของการใช้ XSL ร่วมกับ XML - ใช้จัดรูปแบบข้อมูล (Format Data) จากแหล่ง ข้อมูล XML แล้วนำไปแสดงผล - แปลงรูปแบบ (Transformation Data) แหล่ง ข้อมูล XML ตามเงื่อนไขที่ต้องการ แล้วนำไป แสดงผล

31 การแสดงผล XML ด้วย XSL แบบไม่มีเงื่อนไข จะต้องมีการใช้ element href=“******.xsl” ตัวอย่างไฟล์ xmlตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ xslตัวอย่างไฟล์ xsl การแสดงผล

32 ผลการแสดงการใช้ xsl ร่วมกับ xml แบบไม่มีเงื่อนไข

33 การแสดงผล XML ด้วย XSL แบบมี attribute ใน แหล่งข้อมูล จะมีการระบุ attribute ให้ element ต่าง ๆ ตัวอย่างไฟล์ xmlตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ xslตัวอย่างไฟล์ xsl การแสดงผล

34 ผลการแสดงการใช้ xsl ร่วมกับ xml แบบมี attribute

35 การแสดงผล XSL ร่วมกับ CSS จุดเด่นของ CSS คือการจัดการด้านรูปแบบที่ ปรากฏขึ้นมา ทั้งลักษณะข้อความและการจัดวาง ตำแหน่ง ตัวอย่างไฟล์ xmlตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ xslตัวอย่างไฟล์ xsl การแสดงผล

36 ผลการแสดงการใช้ xsl ร่วมกับ CSS

37 พื้นฐานการแสดงผล XML ด้วยภาษา XSL แบบมีเงื่อนไข เราสามารถใส่เงื่อนไขในการแสดงผลไว้ใน xsl ได้ เพื่อที่จะเลือกเฉพาะข้อมูลบางส่วนที่ ต้องการ ตัวอย่างไฟล์ xmlตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ xslตัวอย่างไฟล์ xsl การแสดงผล

38 ผลการแสดงแสดงผล XML ด้วยภาษา XSL แบบมีเงื่อนไข

39 พื้นฐานการแสดงผล XML ด้วยภาษา XSL แบบเงื่อนไข if-then ตัวอย่างนี้จะแสดงรายการ record แบบมีพื้นสี หลังสลับไปมาระหว่างแถวคู่และแถวคี่ ตัวอย่างไฟล์ xmlตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ xslตัวอย่างไฟล์ xsl การแสดงผล

40 ผลการแสดงแสดงผล XML ด้วยภาษา XSL แบบเงื่อนไข if-then

41 พื้นฐานการแสดงผล XML ด้วยภาษา XSL แบบเงื่อนไข choose-when เงื่อนไขนี้เป็นการตรวจสอบว่า เมื่อข้อมูลตรง กับเงื่อนไขที่ระบุไว้แล้ว จะให้ทำคำสั่งใด ตัวอย่างไฟล์ xmlตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ xslตัวอย่างไฟล์ xsl การแสดงผล

42 ผลการแสดงผล XML ด้วยภาษา XSL แบบเงื่อนไข choose-when

43 การสร้าง Hyperlink และ Link ด้วย XSL การทำลิงค์มี 2 ลักษณะคือ - ลิงค์ระหว่างเอกสาร (Hyperlink) - ลิงค์แบบ ตัวอย่างไฟล์ xmlตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ xslตัวอย่างไฟล์ xsl การแสดงผล

44 ผลการแสดงผล Hyperlink และ

45 XML Data Schema มีลักษณะของตัวภาษาคล้ายกับ XML และ XSL โดยทำหน้าที่เป็นภาษาสำหรับกำหนดความถูกต้อง ของข้อมูล วิธีการกำหนดความถูกต้องโดยใช้ DTD ทำได้ 2 ลักษณะคือ - ฝังส่วนของภาษา DTD ไว้ใน XML - แบบอ้างอิงชื่อไฟล์.dtd

46 การใช้ DTD และ XML Data Schema DTD ย่อมาจาก Document Type Definition เป็นภาษาที่ทำหน้าที่กำหนดกฎ กติกาให้กับ element, attribute และ entity ที่อยู่ในแหล่ง ข้อมูล XML การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน XML ทำได้ 2 วิธีคือ 1. DTD (Document Type Definition) 2. XML Data Schema

47 การฝังข้อมูล DTD ไว้ใน XML ถ้าฝัง DTD ไว้กับ XML เมื่อ run โปรแกรมบน IE จะไม่ปรากฎส่วนของ DTD ให้เห็น ต้องทำการ View source code จึงจะเห็นส่วนของ DTD ตัวอย่างตัวอย่างของไฟล์ XML ส่วนของ DTD

48

49 จาก DTD เป็นการระบุโครงสร้างของ element ในที่นี้ root element คือ book ซึ่งมี child element คือ bookdata และภายใต้ bookdata ก็จะมี child element คือ isbn, bookname, author, publisher, price และ homepage

50 เมื่อประกาศโครงสร้างให้กับแหล่งข้อมูล XML แล้ว ก็จะต้องกำหนดวิธีการประมวลผลข้อมูลใน แหล่งข้อมูล XML ให้กับตัวแปรภาษา XML Parser โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กรณีคือ แบบที่ 1 แสดงข้อความหรือข้อมูลที่อยู่ระหว่าง element ที่สร้างขึ้นมาเรียกว่า PCDATA มาจาก Parsed Character Data เป็นข้อความที่ต้อง ตีความด้วยตัวแปรภาษา XML Parser ก่อน จากนั้นจึงแสดงข้อความออกมา

51 ข้อความที่จะถูกตัวแปรภาษา XML Parser ตีความได้นั้น ต้องอยู่ระหว่าง tag ที่สร้างขึ้นมา หรือถูก tag ดังกล่าวทำ Markup อยู่ เพื่อระบุจุด เริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของข้อมูล เช่น Infopress ดังนั้นเมื่อใส่ข้อความเข้าไประหว่าง element ที่ สร้างขึ้นมา ตัวแปรภาษาจะแสดงเฉพาะข้อความ โดยไม่แสดง element ขึ้นมา

52 แบบที่ 2 เป็นข้อความหรือข้อมูลที่ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องแสดงผลออกมา เรียกว่า CDATA มาจาก คำว่า Character Data เป็นการกำหนดค่าให้กับ attribute ส่วนใหญ่จะใช้ในการกำหนดกฎกติกา ให้กับ attribute ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาในแหล่ง ข้อมูล XML

53 แบบที่ 3 ไม่ใช่ข้อมูล ไม่ใช่ข้อความ แต่เป็น entity แบบไม่ต้องตีความ (Unparsed Entity) ที่สร้างขึ้นมาเองเรียกว่า NDATA มีลักษณะเช่น เดียวกับ CDATA แต่ทำหน้าที่กำหนดกฎ กติกาที่ เกี่ยวกับไฟล์รูปภาพที่สามารถแสดงได้บนเว็บ เช่น GIF หรือ JPEG ให้กับ attribute ของ element ที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ เช่น ในที่นี้ XML Parser ไม่ต้องตีความค่าที่ระบุให้ src แต่ต้องค้นหารูปภาพตามที่ระบุว่ามีหรือไม่ ถ้า ไม่ได้จะแสดงข้อความ logo.gif ออกมาที่หน้าเว็บ

54 จากตัวอย่างที่ผ่านมา เป็น element ที่ต้อง ตีความก่อน จึงกำหนดให้เป็น PCDATA โดย ใช้คำสั่ง ELEMENT ของภาษา DTD การกำหนดความถูกต้องด้วยการอ้างอิงไฟล์ *.dtd การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน XML ด้วยภาษา DTD แบบอ้างอิงชื่อไฟล์.dtd สามารถ ระบุไว้ใน tag ดังนี้ ตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ dtd

55 Entity entity ในภาษา XML คือค่าคงที่ต่าง ๆ ที่สร้าง ขึ้นมา ตัวอย่างของ entity Entityรูปแบบการใช้ความหมาย it&itLess than gt>Greater than amp&Ampersand apos&aposApostrophe or quote quot"Double quote nbsp Space 1 space ตัวอย่าง Standard Entity

56 การสร้าง entity แบบฝังในแหล่งข้อมูล XML ตัวอย่างไฟล์ xml จากตัวอย่าง ส่วนแรกเป็นการประกาศความ ถูกต้องของข้อมูลโดยใช้ DTD จากนั้นเป็นการสร้าง entity ขึ้นมาใช้เอง โดยใช้ คำสั่ง ENTITY ของภาษา DTD เช่น

57 การเรียกใช้ entity ที่ฝังในแหล่งข้อมูล XML จะใช้เครื่องหมาย & นำหน้า และปิดท้ายด้วย เครื่องหมาย ; ตัวอย่างตัวอย่างที่ใช้ &psh; &dst;

58 การสร้าง entity แบบแยกไฟล์อิสระ ตัวอย่างไฟล์ xml ตัวอย่างไฟล์ dtd ข้อดีของการแยกการตรวจสอบออกเป็นไฟล์ ต่างหาก คือกรณีที่มีแหล่งข้อมูล XML ที่มี โครงสร้างเหมือนกัน เราสามารถใช้ชื่อไฟล์ dtd เดียวกันได้ นอกจากนั้นเราสามารถแยกเก็บ ไฟล์ dtd ไว้ใน host ที่ต่างกันได้ โดยเวลา อ้างอิงก็ระบุ path ที่ไฟล์ได้ถูกเก็บไว้

59 การใช้งาน XML ร่วมกับ JavaScript การใช้ XML ร่วมกับ JavaScript จะช่วยให้ บราวเซอร์ Netscape สามารถแสดงผลข้อมูลได้ DOM มาจาก Document Object Model เป็นคำที่ ใช้เรียกแบบจำลองของเอกสารบนเว็บ

60 ตัวอย่างของ DOM ในภาษา HTML New Page 1

61 ภาษา JavaScript จะมองโครงสร้างของแหล่ง ข้อมูล XML เป็นโหนด (node) เช่น Root Node หรืออาจจะเรียกว่า Root Element เช่นเดียวกับ ภาษา XML ก็ได้ ขณะที่โหนดลูก (Child Node) ก็เทียบได้กับ element ลูก

62 การอ่านข้อมูล XML โดยใช้ JavaScript ร่วมกับ HTML จะเป็นการใช้ความสามารถของภาษา JavaScript เพื่ออ่านข้อมูลมาจาก XML และนำ ข้อมูลไปแสดงผลโดยอาศัยภาษา HTML โดยมี 2 ลักษณะคือ - การอ่านข้อมูลแบบเป็นกลุ่ม - การอ่านข้อมูลทีละ element

63 การอ่านข้อมูล XML แบบเป็นกลุ่ม เริ่มจากการสร้างไฟล์ XML (ตัวอย่างไฟล์)ตัวอย่างไฟล์ จากนั้นสร้างโค้ด html โดยใช้ JavaScript ในการอ่านข้อมูล ภายใต้คำสั่ง

Ads by Google